ถ้าพูดถึงคนที่ออกมาเขย่าเก้าอี้ กกต. อยู่เป็นระยะ ย่อมชื่อของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” แน่นอน!
เพราะ “สมชัย” ไม่ใช่นักร้อง นักวิจารณ์การเลือกตั้งทั่วไป แต่เคยเป็น กกต.ตัวจริง เคยนั่งอยู่ในองค์กรที่วันนี้เขากำลังตั้งคำถาม และเคยผ่านสนามเลือกตั้งที่วุ่นวายที่สุดสนามหนึ่งของการเมืองไทยมาแล้ว
วันนี้เมื่อ “อดีตกกต.” คนนี้ กลับมาเปิดข้อมูล ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของ กกต. โดยเฉพาะ “คดีฮั้วสว.” จึงไม่น่าแปลก ที่คนในองค์กรบางส่วน จะเริ่มรู้สึก “อึดอัด ขัดข้องใจ”
จากอาจารย์ธรรมศาสตร์ สู่ กกต.
ก่อนเข้าสู่องค์กรอิสระอย่าง กกต. “สมชัย” มีพื้นฐานมาจากสายวิชาการ และงานด้านการเลือกตั้ง เคยเป็นเลขาธิการพีเน็ต อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กระทั่ง วันที่ 13 ธันวาคม 2556 เข้ามารับตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง
ห้วงเวลานั้น เรียกได้ว่าเป็นการลงสนามในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศพอดี
เพราะเพียงไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่ง ประเทศไทยก็เข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ การเลือกตั้ง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 กลายเป็นการเลือกตั้งที่มีปัญหา จากการชุมนุมของ กปปส. ทำให้หลายพื้นที่ ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามปกติ
ศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา วินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ!
“สมชัย” ในฐานะ กกต. พยายามเสนอแนวทางให้ฝ่าย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และฝ่าย “กปปส.” หันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาทางออก แต่สุดท้ายความขัดแย้งก็เดินมาถึงจุดที่ไม่มีทางออกทางการเมือง และจบลงด้วยการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
พูดง่ายๆ ว่า “สมชัย” ไม่ได้เป็นแค่คนที่เคยทำงาน กกต. แต่เคยอยู่ในห้องควบคุมสถานการณ์การเลือกตั้ง ในวันที่ประเทศกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
แต่เส้นทางใน กกต. ของเขา ก็ไม่ได้จบแบบสวยงาม
วันที่ 20 มีนาคม 2561 “สมชัย” ถูกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2561 ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ กกต.
เหตุผลที่ปรากฏในคำสั่ง คือ การให้สัมภาษณ์ต่อสื่อด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจสร้างความสับสน และเป็นอุปสรรคต่อการเตรียมการเลือกตั้ง
อีกประเด็นคือ การที่ “สมชัย” สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น เลขาธิการ กกต. โดยยังไม่ลาออกจากตำแหน่งกกต. ซึ่งถูกมองว่า อาจก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และกระทบความน่าเชื่อถือขององค์กร
นี่จึงเป็นอีกด้านหนึ่งของ “สมชัย” ที่ต้องพูดกันตรงๆ ว่า เขาไม่ได้จาก กกต. ด้วยความสัมพันธ์ที่ราบรื่นนัก!
และเป็นที่มาของ “อดีต กกต.” ผู้ไม่ยอมเงียบ หลังพ้นตำแหน่ง
เมื่อพ้นจาก กกต. “สมชัย” ไม่ได้เลือกเส้นทางแบบอดีตผู้บริหารองค์กรอิสระจำนวนไม่น้อย ที่ถอยออกจากเวทีการเมือง
ตรงกันข้าม เขาเดินเข้าสู่สนามการเมือง ด้วยตัวเอง
ปี 2562 ลงสมัคร ส.ส.สมุทรสาคร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ปี 2566 ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ก็ไม่ได้รับเลือก
และปี 2567 ยังลงสมัคร สว. แต่ไปไม่ถึงรอบสุดท้ายในระดับจังหวัด
เรียกได้ว่า จากคนคุมกติกาการเลือกตั้ง วันหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่ลงมาเล่นในสนามเลือกตั้งด้วยตัวเอง
และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาในวันนี้ ถูกจับตาเป็นพิเศษ
“ก้อนกรวดในรองเท้า” กกต.!!
ล่าสุด วันที่ 2 กันยายน 2569 “สมชัย” เปิดประเด็นเรื่องการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “คดีฮั้วสว.” และมีการยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ก่อนส่งให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา
“สมชัย”ระบุว่า ได้ข้อมูลมาจากบุคลากรภายใน กกต. และเตรียมทยอยเปิดเผยข้อมูลต่อเนื่อง ถึงวันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงก่อน กกต. จะพิจารณาคดีฮั้ว สว.
แน่นอนว่า เมื่อข้อมูลภายในองค์กรถูกนำออกมาเปิดเผย ย่อมทำให้คนใน กกต. ตั้งคำถามทันทีว่า
“อดีต กกต.” คนนี้กำลังทำอะไร และต้องการอะไรจากองค์กรเดิม?
โดยเฉพาะเมื่อแหล่งข่าวภายในระบุว่า บุคลากรบางส่วนไม่สบายใจกับบทบาทของ “สมชัย” และกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินคดีกับเขาหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีที่ กกต. ดำเนินการกับ “ไอลอว์” จากการเผยแพร่เอกสารในสำนวน
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแยกให้ออกว่า การวิจารณ์ กกต. กับการนำข้อมูล หรือเอกสารภายในออกมาเผยแพร่ เป็นคนละเรื่องกัน
“สมชัย” มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์องค์กรเดิมของตัวเองได้ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป แต่ถ้าข้อมูลที่นำมาเปิดเผย เป็นเอกสารที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายเช่นกัน
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ “สมชัย” แตกต่าง
เขาเป็นทั้ง อดีตคนใน… ผู้สมัครรับเลือกตั้ง… นักวิจารณ์ และผู้ตั้งคำถามกับองค์กรอิสระ
จึงมีทั้งคนที่มองว่าเขากำลังทำหน้าที่ตรวจสอบ กกต. จากประสบการณ์ตรง
ขณะเดียวกัน ก็มีคนที่ตั้งคำถามกลับว่า การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของเขา มีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาปะปนหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อย้อนดูเส้นทางหลังพ้นตำแหน่ง ทั้งการลงสมัครส.ส. และส.ว. รวมถึงการออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นการเลือกตั้งหลายครั้ง
แต่ไม่ว่าใครจะมอง “สมชัย” อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เขารู้จัก กกต. จากข้างใน...รู้ว่ากระบวนการทำงานเป็นอย่างไร รู้ว่าคณะกรรมการย่อยทำงานอย่างไร และรู้ว่าจุดไหนของระบบเลือกตั้ง ที่ควรถูกตั้งคำถาม!
ดังนั้น ทุกครั้งที่ “สมชัย” ออกมาเปิดประเด็น มันจึงไม่ใช่เสียงของนักวิจารณ์ทั่วไป
แต่มันเป็นเสียงของ “อดีตคนในบ้าน” ที่วันนี้มายืนอยู่หน้าประตู แล้วชี้นิ้วถามคนในบ้านว่า...ทำแบบนี้ถูกแล้วหรือ?!
และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “คดีฮั้วสว.” ที่ กกต.กำลังจะมีมติสำคัญในวันที่ 14 กันยายน นี้
“สมชัย” จึงอาจไม่ได้มีอำนาจลงมติแม้แต่เสียงเดียว แต่ก็ยังมีพลังอีกอย่างหนึ่งที่ กกต.หลีกเลี่ยงได้ยาก
นั่นคือ การทำให้สังคมตั้งคำถามกับการทำงานของ กกต.
นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไม “อดีต กกต.” คนหนึ่งที่หมดอำนาจไปแล้ว จึงยังสามารถกลายเป็น “ก้อนกรวดในรองเท้า” ขององค์กรเดิมได้อยู่ทุกวันนี้!

