โดย..ศูนย์ข่าวภาคใต้
กระทรวงศึกษาธิการเดินหน้าแก้ปัญหา “อควาเรียมหอยสังข์” จังหวัดสงขลา โครงการก่อสร้างที่กลายเป็นปัญหาคาราคาซังมายาวนานถึง 18 ปี โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบผลการหารือ และเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาทางออกของโครงการภายในกรอบเวลา 90 วัน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อติดตามโครงการอควาเรียมหอยสังข์ และประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเปิดเผยความคืบหน้าว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องการแก้ปัญหาโครงการที่ค้างคามาอย่างยาวนาน และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
คณะกรรมการร่วมที่จะจัดตั้งขึ้น ประกอบด้วยกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมธนารักษ์ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และภาคประชาชน โดยมีกรอบเวลาการทำงานประมาณ 90 วัน เพื่อร่วมกันพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย การบริหารทรัพย์สิน งบประมาณ และแนวทางที่จะทำให้โครงการสามารถเดินต่อได้อย่างถูกต้อง
แต่สำหรับชาวสงขลาแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะ “อควาเรียมหอยสังข์” กลายเป็นคำถามที่ถูกทิ้งค้างมานานกว่าหนึ่งทศวรรษ
จุดเริ่มต้นของอควาเรียมหอยสังข์ มาจากแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ต้องการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา โดยตั้งกรอบงบประมาณเบื้องต้นไว้ราว 850 ล้านบาท
โครงการเริ่มก่อสร้างในปี 2550 แต่ระหว่างดำเนินการมีการแก้ไขแบบก่อสร้างหลายครั้ง ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท และในที่สุดผู้รับเหมาก็ทิ้งงานในช่วงปี 2554 หลังมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วตามมูลค่าโครงการดังกล่าว
จากวันนั้น อาคารที่ควรจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสัตว์น้ำและแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของสงขลา กลับกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์ และกลายเป็นภาพสะท้อนของโครงการภาครัฐที่เดินทางไปไม่ถึงปลายทาง
เวลาผ่านไปจากปี 2554 ถึงปี 2569 รวมประมาณ 15 ปี นับเฉพาะช่วงหลังผู้รับเหมาทิ้งงาน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า โครงการซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2550 ค้างคามานานถึง 18 ปี
ตัวเลขทั้งสองช่วงเวลาจึงสะท้อนคนละจุดของปัญหา แต่ปลายทางเหมือนกัน นั่นคือโครงการที่ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงการทิ้งงาน เพราะหลังโครงการหยุดชะงัก ได้มีการตรวจสอบความผิดปกติ และเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 ป.ป.ช.ใช้เวลาไต่สวนคดีนี้ประมาณ 15 ปี มีผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับโครงการเดิม 27 ราย ก่อนมีข้อสรุปในส่วนของบุคคลที่ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อจำนวน 5 ราย และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
คดีที่ลากยาวนานถึง 15 ปี จึงเป็นอีกบทหนึ่งของมหากาพย์อควาเรียมหอยสังข์ เพราะแม้กระบวนการตรวจสอบทางคดีจะมีความคืบหน้า แต่ตัวอาคารซึ่งใช้งบประมาณไปแล้วราว 1,400 ล้านบาท ก็ยังคงใช้งานไม่ได้
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครต้องรับผิด” แต่ยังมีอีกคำถามสำคัญกว่า นั่นคือ “แล้วทรัพย์สินที่สร้างไปแล้วจะเอาไปทำอะไรต่อ”
ก่อนที่กระทรวงศึกษาธิการจะขยับครั้งล่าสุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเคยแสดงความชัดเจนว่าต้องการเข้าไปเป็นเจ้าภาพฟื้นโครงการ
นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา เคยประกาศในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า หากได้รับเลือกตั้ง นโยบายสำคัญประการหนึ่งคือการแก้ปัญหาอควาเรียมหอยสังข์ เพื่อไม่ให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างร้างที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของจังหวัด
หลังได้รับการเลือกตั้ง นายก อบจ.สงขลาได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับช่วงการดำเนินโครงการ โดยมีขั้นตอนสำคัญเกี่ยวกับการโอนที่ดินประมาณ 90 ไร่จากหน่วยงานเดิม ผ่านกรมธนารักษ์ เพื่อให้ อบจ.สงขลาเข้าไปดำเนินการต่อได้อย่างถูกต้อง
นายก อบจ.สงขลา ระบุว่า ได้เตรียมเอกสารและแผนงานไว้แล้ว รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการจัดทำแบบโครงการ โดยขั้นตอนสำคัญที่รออยู่คือการนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้สามารถดำเนินการได้
แนวคิดของ อบจ.สงขลาไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างอควาเรียมให้เสร็จ แต่ต้องการใช้พื้นที่ 90 ไร่ให้เกิดประโยชน์ในลักษณะเป็นศูนย์รวมทั้งด้านการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์สินค้าโอท็อป ศูนย์ประชุม สถานที่จัดแสดงสินค้า ตลาดเอสเอ็มอี ตลาดปลาน้ำลึก และกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดสงขลา
ขณะเดียวกัน แนวทางเรื่องงบประมาณก็ถูกวางไว้แตกต่างจากการใช้งบฯ ของท้องถิ่นโดยตรง โดยนายก อบจ.สงขลา เคยระบุว่า ไม่ต้องการนำงบประมาณของ อบจ.ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดไปแบกรับโครงการทั้งหมด แต่จะเปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และอาจขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล
รวมถึงเสนอว่าการบริหารในอนาคตควรใช้มืออาชีพจากภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ มากกว่าการให้หน่วยงานภาครัฐบริหารเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ประเด็นอควาเรียมหอยสังข์ไม่ได้มีคำถามเพียงว่าต้องใช้งบฯ อีกเท่าไร แต่ยังมีเรื่องของกรรมสิทธิ์และสิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ ขั้นตอนทางกฎหมาย การโอนทรัพย์สิน การจัดสรรงบประมาณ ตลอดจนรูปแบบการบริหารหลังโครงการเสร็จ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาครั้งใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องดึงหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกัน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมธนารักษ์ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ อบจ.สงขลา รวมถึงภาคประชาชน
เพราะหากเพียงหางบประมาณมาก่อสร้างต่อ แต่ยังไม่ตอบคำถามเรื่องสถานะทรัพย์สิน กฎหมาย และรูปแบบการบริหาร ปัญหาก็อาจวนกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง
ดังนั้น กรอบเวลา 90 วันที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จึงน่าสนใจอย่างมาก เพราะครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงพื้นที่รับฟังปัญหา แต่เป็นการตั้งกลไกเฉพาะกิจจากหลายฝ่าย เพื่อหาข้อยุติร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ตลอด 18 ปี “อควาเรียมหอยสังข์” ผ่านมาทั้งการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น การทิ้งงาน การตรวจสอบของ ป.ป.ช. คดีที่ใช้เวลายาวนาน และความพยายามจากฝ่ายท้องถิ่นที่จะเข้ามาฟื้นโครงการ
วันนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเปิดฉากใหม่อีกครั้ง ด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วมและกำหนดกรอบเวลา 90 วันเพื่อหาทางออก
แน่นอนว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อควาเรียมหอยสังข์อาจมีโอกาสกลับมาเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวอย่างที่เคยตั้งความหวังไว้ และอาจพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำตามแนวคิดของ อบจ.สงขลา
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำถามสำคัญที่สุดยังคงอยู่ หลังจากใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 1,400 ล้านบาท และปล่อยให้สิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ค้างคามานานถึง 18 ปี รัฐจะทำให้โครงการกลับมาเกิดประโยชน์ได้จริงหรือไม่?
คณะกรรมการที่กำลังจะตั้งขึ้นจะหาข้อยุติเรื่องกฎหมาย ที่ดิน งบประมาณ และเจ้าภาพดำเนินโครงการได้ภายใน 90 วันจริงหรือ?
และที่สำคัญที่สุด หากสุดท้ายมีการเดินหน้าต่อ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเงินลงทุนก้อนใหม่ ใครจะเป็นผู้บริหาร และจะทำอย่างไรไม่ให้อควาเรียมหอยสังข์กลายเป็น “โครงการร้าง” อีกครั้งในอนาคต?
เพราะหลังจาก 18 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ชาวสงขลาต้องการอาจไม่ใช่เพียงคำว่า “เดินหน้า” แต่คือคำตอบว่า สุดท้ายแล้ว “อควาเรียมหอยสังข์” จะจบลงด้วยการเปิดประตูต้อนรับประชาชน หรือจะจบลงเพียงการเป็นอนุสรณ์สถานการทุจริตครั้งมโหฬารของโครงการรัฐ ที่รอวันผุพังกันแน่?

