กทม. สั่งชะลอใบอนุญาต Data Center ใหม่ทั้งหมด พร้อมปูพรมตรวจรายเก่า ชัชชาติรับมีช่องโหว่กฎหมายจริง เร่งอุดรอยรั่วสร้างความปลอดภัยให้คนกรุง ยันน้ำไฟยังไม่กระทบประชาชน
(2 ก.ย. 69) ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยน.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
● มาตรการเร่งด่วน: ชะลอใบอนุญาตรายใหม่-สั่งทบทวนรายเดิม
นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกังวลของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้าง Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่ง กทม. ได้มีคำสั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหน่วยงานร่วมแถลงทุกภาคส่วนก็ได้ประสานความร่วมมือในการชะลอการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเช่นกัน
จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มี Data Center ประมาณ 30-40 แห่ง โดยมีทั้งระบบภายในของบริษัทหรือระบบ Cloud ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ในลักษณะ Stand Alone ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่นนั้น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม. ในช่วงปี 2564-2565 รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่ง (ช่วงปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่ง ได้สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
● ด้านความปลอดภัยและการกักเก็บน้ำมัน: หากพบทำผิด ดำเนินการตามกฎหมาย
กรณีข้อกังวลเรื่องการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของโครงการในซอยรามคำแหง 28 ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากักเก็บสูงกว่า 400,000 ลิตรนั้น น.ส.ฐิติภัสร์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า ได้รับอนุญาตให้เก็บจริงเพียงประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น ฉะนั้น หากตรวจพบการกักเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของ Data Center รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าบอร์ด Data Center จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมใหม่ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน กทม. จะร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงาน ปูพรมตรวจเข้มข้นสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจำนวน 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน
● ยืนยันการใช้ “ไฟฟ้า-น้ำประปา” ปัจจุบันยังไม่กระทบประชาชน
ด้านระบบไฟฟ้า: นายเกษม ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. ยืนยันว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ขนาดใหญ่พิเศษเหมือนในพื้นที่ EEC โดยส่วนใหญ่มีขนาดความต้องการใช้ไฟราว 20 เมกะวัตต์ และใช้จริงเพียงประมาณ 8 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟน. มีการจ่ายไฟแยกวงจรเฉพาะ ไม่ส่งผลกระทบหรือแย่งการใช้ไฟของภาคประชาชน
ด้านระบบน้ำประปา: นายสุพิเชฐ รองผู้ว่าการ กปน. ระบุว่า Data Center รายใหญ่ในกรุงเทพฯ มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าการใช้น้ำของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (30,000 - 40,000 ลบ.ม./เดือน) และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม./เดือน) จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อความเพียงพอของน้ำประปาในปัจจุบัน
ส่วนเรื่องน้ำเสียนั้น ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ลักษณะการใช้น้ำเป็นการหล่อเย็นเครื่อง โดยบางส่วนระเหยเป็นไอ และบางส่วนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้รดน้ำต้นไม้ ทั้งนี้ ต้องติดตามว่ามีการปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่คูคลองหรือไม่ และหากอยู่ในเรื่อง EIA ก็จะทำให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ชัดเจนมากขึ้น
● อุดช่องโหว่กฎหมาย: ผลักดันนิยามใหม่ และทบทวนผังเมือง
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมากฎหมายยังมีช่องโหว่ เนื่องจาก Data Center เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีนิยามจำกัดความเฉพาะ ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า ส่งผลให้ไม่เข้าข้อกำหนดการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ประกาศกำหนดนิยามของ Data Center อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ซึ่งหลังจากนี้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้คำนิยามนี้เป็นฐานในการทบทวนปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA และข้อกำหนดการจัดสรรพื้นที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจปัจจุบันและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น
● การจัดการเหตุเดือดร้อนรำคาญและการมีส่วนร่วม
สำหรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Data Center ที่ กทม. ได้รับในปัจจุบัน หลัก ๆ มี 2 กรณี คือกรณีความกังวลของประชาชนรอบโครงการใกล้ รพ.พระราม 9 และกรณีโครงการที่ทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในเวลากลางคืนจนเกิดเสียงดังรบกวน ซึ่ง กทม. ได้เข้าตักเตือนและให้ผู้ประกอบการแก้ไขเวลาทดสอบเป็นช่วงกลางวันแล้ว
ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายส่วนท้องถิ่นในการระงับเหตุ
“แต่ละหน่วยงานที่มาในวันนี้มีความรับผิดชอบในด้านที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่อนาคตหากมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ก็อาจจะมีมิติภาพรวมที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่จะทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายให้ดีขึ้นและสอดคล้องบริบทของเมืองมากขึ้น” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

