เมืองไทย 360 องศา
สถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ถือว่า “ร้อนแรง” แบบ “ข้นคลั่ก” ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเป็นช่วงเปิดสภาสมัยสามัญ ที่ฝ่ายค้านขึ้นบัญชี “ซักฟอก” ฝ่ายรัฐบาลเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าน่าจะเกิดขึ้นจริงในราวปลายเดือนตุลาคม ในช่วงท้ายของสมัยประชุม แต่ก็มีรายงานโหมโรง “สร้างกระแส” เล่นกันทุกทาง
ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องบีบคั้นเข้ามาสมทบก็ต้องเป็นคดีสารพัดที่ประดังประเดเข้ามาบรรจบกันพอดีทั้งในเรื่อง “คดีฮั้วสว.” ที่ฝ่ายค้านทุ่มสุดตัว วางเดิมพันเอาไว้สูง แบบว่าถ้างานนี้ไม่ปังตามราคาคุย “ตัวเองก็ต้องพัง”กันไปข้างแน่นอน และคดีนี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่องไปอีกหลายองค์กร ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสุดท้ายปลายทางที่ต้องโดนหนักก็คือ คนในฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพวก “สีน้ำเงิน” ทั้งหลาย ที่เวลานี้ฝ่ายค้านอ้างว่ากำลังกำข้อมูลเด็ดเอาไว้ในมือเพียบ
ยังมีคดีที่คาอยู่ในมือของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องถูกร้องว่าการเลือกตั้งเป็นลับหรือไม่ กรณี “คิวอาร์โค้ด” หากชี้ออกมาว่า “ไม่ลับ” ก็ต้องถือว่าปั่นป่วนแน่นอน เพราะต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ แล้วอนาคตจะออกมาแบบไหน ไม่อยากหลับตานึกภาพออกมาเลย
เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น จะมีการสาวลึก จับปลาบึกได้หรือไม่ หรือจะมีการตัดตอนกันแค่ระดับปลาซิวปลาสร้อย ตัวเล็กๆ แบบที่เคยเห็นกันมาชินชา หรือเปล่า ประกอบในช่วงนี้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคแกนนำ กำลังเจอแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้ “ความศรัทธาหด” ลงไปมาก แม้ว่าในความเป็นจริงสถานการณ์อาจยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย วิกฤต แต่อย่าได้ดูเบาเป็นอันขาด
เพราะหลายๆเรื่อง หลายๆความล้มเหลวของรัฐบาล โดยเฉพาะผลงานเรื่องราคาสินค้า เรื่องปากท้อง ถือว่ายังไม่เข้าตาชาวบ้านโดยรวม แม้ว่าหากพิจารณากันด้วยความเป็นธรรม ว่าหลายประเทศกำลังเจอวิกฤตด้านพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ชาวบ้านคงไม่สนใจมองลึกแบบนั้น ตราบใดที่พวกเขายังเดือดร้อนเรื่องสินค้าแพง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เขาก็ต้องชี้มาที่รัฐบาล ชี้มาที่รัฐมนตรีที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
ประกอบกับที่ผ่านมา ในช่วงราวไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีการ “ปล่อยสูตรพิสดาร” เรื่อง “แดง-เขียว-ส้ม” อะไรนั่นออกมาแบบงงๆ แต่ก็ทำให้เกิดอาการผวาได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคำถามความมั่นใจกับพรรคเพื่อไทยในยุคเปลี่ยนใหม่ นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่รั้งตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม(อว.) และ มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
เมื่อพิจารณาสถานการณ์โดยรวมแล้ว การเมืองนับจากนี้ถือว่า “ไม่น่าไว้วางใจ” และมีแนวโน้ม “แรง” ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ย่อมส่งผลให้เกิดความ “ไม่มั่นคง” ตามมาด้วย และนี่จึงเป็นที่มาของการ “นัดกินข้าว” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ในความหมายที่เรียกว่า “จับเข่าถาม” หรือ “ล็อกคอถาม” แล้วแต่จะเรียก แต่ความหมายเดียวกัน เพราะให้ “รับประกันความชัวร์”
นี่จึงเป็นที่มาของรายงานข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลพบปะรับประทานอาหารร่วมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน นี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี หลังบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ เข้าสู่เดือนที่ 6 ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย เข้าบริหารประเทศ
โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย
ขณะเดียวกัน หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว นายกรัฐมนตรีจะนัดพบกับ สส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลา และสถานที่
นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาลกันใหม่ จาก นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เป็น นายเอกภพ เพียรพิเศษ หรือ “หมอเอก” โดย นายอนุทิน ให้เหตุผลว่า อยากให้มีการปรับรูปแบบการแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบ แต่เราจะไม่เน้นเรื่องทางการเมือง ขณะเดียวกัน จะย้ำในเรื่องมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งช่วงนี้ มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ และการยกระดับเศรษฐกิจ สิ่งดีๆ ที่ประเทศไทยรับมาในช่วง 2-3 เดือนนี้ เยอะแยะมากมาย และถือว่ารัฐบาล มัวแต่ทำงาน บางทีการสื่อสารในรูปแบบของภาพรวม และในรายละเอียดบางทีตนเองจะพูดมากเกินไปหน่อย จากนี้ไปจะให้โฆษกรัฐบาลเป็นผู้แถลง แต่ไม่ใช่แถลงในลักษณะของมาอ่าน จะต้องรับรู้เจตนารมณ์ และแชร์ความรู้สึก รับฟังพี่น้องประชาชนสามารถนำความเห็น ความรู้สึกและความอ่อนไหวในทุกๆด้าน ของประชาชน มาวิเคราะห์และประเมิน ทำให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะรัฐบาลฟังพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว เมื่อฟังความต้องการของประชาชนมา ก็อยากจะเพิ่มประสิทธิภาพของทีมสื่อสารให้ประชาชนได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“บางทีเรามีจุดอ่อน และคนก็บอกตลอดเวลา อย่างตัวผมเองก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการสื่อสาร หรือในบางครั้ง ก็เป็นปัญหา นี่ไงจึงต้องหาคนที่มา ชี้แจงแทนเราได้ในเรื่องรายละเอียดของการทำงาน เพราะผมเองอาจจะพูดไม่เก่ง เรียบเรียงประเด็นไม่ค่อยชัดเจน แต่ในเรื่องการทำงาน และวางแผนงาน ผมก็เติบโตมาทางนี้ พูดน้อย ทำเยอะ" นายกรัฐมนตรี กล่าว
อย่างไรก็ดี นี่คือความเคลื่อนไหวของรัฐบาลโดยเฉพาะจากพรรคแกนนำคือ ภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ตื่นตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มไม่แน่นอน และเข้มข้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า หรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งการ “นัดกินข้าว” กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เหมือนกับเช็กท่าที จับเข่าถามทำนองว่า “ห้ามตุกติก” เป็นอันขาด อะไรประมาณนั้น!!

