อยู่กันไปยาวๆ ครับพี่น้อง! แก้กฎหมายนายกท้องถิ่น อยู่ได้ไม่จำกัดวาระ จากเดิมอยู่ได้แค่ 2 วาระ คราวละ 4 ปี ปรับเกณณฑ์อายุจากเดิม 35 ปี เป็น 25 ปี ส่วนคุณสมบัติการศึกษา อนุปริญญา หรือ มัธยมปลาย ก็สมัครได้ กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น การยกเลิกข้อจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง และการแก้ไขลักษณะต้องห้ามกรณีการถือหุ้นสื่อ ซึ่งกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
กฎหมายที่มีการประกาศแก้ไข ได้แก่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ 3), พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 6), พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 15) และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 8)
สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น กฎหมายฉบับใหม่ ได้ปรับลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำลง โดยกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง (เว้นแต่กฎหมายจัดตั้ง อปท. ประเภทนั้นจะกำหนดเป็นอย่างอื่น)
ในด้านคุณสมบัติทางการศึกษา มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ดังนี้
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และนายกเทศมนตรี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือเทียบเท่า
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษาตามเกณฑ์ข้างต้น ยังสามารถลงสมัครได้ หากมีประสบการณ์ทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อน (อาทิ ผู้สมัครนายก อบจ. สามารถใช้ประสบการณ์การเป็นสมาชิกสภาจังหวัดทดแทนได้)
การแก้ไขที่สำคัญอีกประการคือ การยกเลิกเงื่อนไขการจำกัดจำนวนวาระดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น โดยกฎหมายยังคงกำหนดให้วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. มีคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง แต่ได้ตัดข้อความที่จำกัดการดำรงตำแหน่งติดต่อกันออกไป ส่งผลให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อเนื่องได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนวาระ
นอกจากนี้ กฎหมายได้ปรับปรุงลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครในประเด็นการเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน โดยระบุชัดเจนว่า ต้องเป็นกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนที่ยังคงมีการดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการพิจารณาจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า กิจการสื่อดังกล่าวยังมีการประกอบธุรกิจจริงในปัจจุบันหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาเพียงวัตถุประสงค์ ที่ระบุไว้ในเอกสารการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเท่านั้น
ทั้งนี้ หมายเหตุท้ายกฎหมาย ระบุถึงเจตนารมณ์ในการแก้ไข พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ว่า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองในระดับพื้นที่ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างความหลากหลายของบุคคลที่มีสิทธิเข้าสู่สนามเลือกตั้งเป็น ผู้บริหารท้องถิ่นในอนาคต

