วุฒิสภากัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่ว่ากัมพูชากำลังแสดงตนเป็นเหยื่อ พร้อมกับกล่าวหาไทยว่ากำลังดำเนินมาตรการทางทหารแบบค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ตามแนวชายแดนพิพาททีละเล็กละน้อย และเตือนว่าการใช้กลยุทธ์หั่นซาลามี่ (salami-slicing approach) ที่แบ่งเป้าหมายใหญ่ออกเป็นส่วนเล็กๆ แล้วทยอยทำทีละส่วนจนบรรลุเป้าโดยฝ่ายตรงข้ามไม่ทันรู้ตัวนั้น อาจบ่อนทำลายความพยายามในการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ
วุฒิสภากัมพูชาได้ออกคำแถลงในวันที่ 31 สิงหาคม เพื่อตอบโต้ความเห็นของประธานวุฒิสภาไทยที่วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาในการประชุมประธานรัฐสภาระหว่างประเทศครั้งที่ 2 ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา
ในการประชุมดังกล่าว ฮุน เซน ได้กล่าวหาไทยว่าใช้การรณรงค์ต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์เป็นฉากบังหน้าสำหรับการดำเนินการทางทหารและการยึดครองดินแดนกัมพูชา และฮุน เซนได้อธิบายว่าการกระทำดังกล่าวเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามสมัยใหม่ที่ผสมผสานข้ออ้างด้านความมั่นคง แรงกดดันทางทหาร และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างข้อเท็จจริงใหม่ในพื้นที่ ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขกลับได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
คำแถลงระบุว่า ประธานวุฒิสภาของไทยได้ปฏิเสธคำกล่าวของฮุน เซน และโต้แย้งกลับว่ากัมพูชาใช้เวทีระหว่างประเทศเผยแพร่ข้อมูลเท็จและทำให้ตนเองเป็นเหยื่อ นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่ากัมพูชาพยายามปกปิดว่าเป็นผู้เริ่มต้นโจมตีไทย ที่เป็นสาเหตุของการปะทะกันด้วยอาวุธ และกล่าวอ้างว่าจากข้อกล่าวหาเหล่านี้ได้ทำลายความไว้วางใจระหว่างสองฝ่าย และทำให้การสร้างเงื่อนไขสำหรับการแก้ไขปัญหาอย่างสันติภายใต้คำแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ยากยิ่งขึ้น
จากคำกล่าวของประธานวุฒิสภาไทย ฝ่ายกัมพูชาตอบกลับว่า ฮุน เซน ได้อธิบายถึงสิ่งที่กัมพูชาถือว่าเป็นความจริงของการรุกรานอย่างต่อเนื่องของไทย และเตือนว่าไทยกำลังใช้กลยุทธ์หั่นซาลามี่ ที่ค่อยๆ รุกคืบตามแนวชายแดน
กัมพูชาระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่ละเล็กละน้อยแทนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว อาจถูกนำมาใช้สนับสนุนการอ้างสิทธิดินแดนในภายหลัง และระบุว่าการกระทำในรูปแบบดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในดินแดนกัมพูชาอย่างเงียบๆ
นอกจากนี้ วุฒิสภากัมพูชายังวิพากษ์วิจารณ์การปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของไทยด้วย
ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าการจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โต้แย้งว่าความร่วมมือในการต่อต้านเครือข่ายอาชญากรไม่สามารถนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงกฎพื้นฐานที่กำกับดูแลอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการใช้กำลังได้
คำแถลงยังตอบโต้คำกล่าวของไทยที่ระบุว่าทหารไทยโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร โดยกัมพูชาระบุว่าหากโครงสร้างที่ถูกโจมตีเป็นของพลเรือน ก็จะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่แยกระหว่างวัตถุพลเรือนและเป้าหมายทางทหาร ซึ่งข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกโจมตีควรได้รับการตรวจสอบกับข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ
คำแถลงของกัมพูชายังปฏิเสธข้อกล่าวหาอื่นๆ ของไทยอีกหลายข้อ รวมถึงคำกล่าวที่ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน และการกระทำทางทหารของไทยมีความชอบธรรมในฐานะการป้องกันตนเอง
นอกจากนี้ ยังปฏิเสธคำกล่าวของไทยที่ระบุว่าได้ปฏิบัติตามคำแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมอย่างสมบูรณ์ และข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาจงใจแสดงตนเป็นเหยื่อ
กัมพูชาระบุว่าจุดยืนเหล่านั้นของไทยเป็นการกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียว และแย้งว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในข้อพิพาทไม่สามารถกล่าวอ้างแล้วตัดสินด้วยตนเองได้ว่าคำกล่าวเหล่านั้นถูกต้องหรือไม่
ถ้อยแถลงของวุฒิสภากัมพูชายังระบุถึงมุมองต่อข้อตกลงเดือนธันวาคมว่า คำแถลงร่วมไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นการรับรองอธิปไตยของไทยหรือการมีอยู่ของกองทัพไทยในดินแดนกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดน และกล่าวอีกว่าการหยุดยิงไม่สามารถสร้างสิทธิในดินแดนใหม่หรือเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการยึดครอง
สำหรับประเด็นการคัดค้านของไทยต่อการที่กัมพูชานำข้อพิพาทไปสู่เวทีระหว่างประเทศ วุฒิสภากัมพูชาระบุว่าพนมเปญไม่ได้แสวงหาการยกระดับปัญหาในทางการเมือง และได้เสนอแนะให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา ยุติการกระทำที่เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่ และอนุญาตให้ชาวกัมพูชาที่พลัดถิ่นกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดยระบุว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่ช่วยลดความกังวลของนานาชาติ
วุฒิสภากัมพูชาได้เสริมทิ้งท้ายว่าการแก้ไขข้อพิพาทต้องอาศัยความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่ายและการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน โดยช่องทางทางกฎหมายและทางการทูตจะเป็นวิธีการในการยุติความขัดแย้งโดยปราศจากการเผชิญหน้าเพิ่มเติม.

