โบรกเกอร์ประสานเสียงเชียร์ ซื้อ หุ้น บมจ.สเตคอน กรุ๊ป [STECON] พร้อมอัพราคาเป้าหมายใหม่สูงสุดถึง 24.90 บาท รับแรงหนุนหลักจากการเปลี่ยนผ่านสู่รับเหมาก่อสร้าง Data Center มาร์จิ้นสูงที่มี Win Rate 100% พร้อมเตรียมคว้างานใหม่ดัน Backlog ทำนิวไฮทะลุ 2 แสนล้านบาท ผลักดันกำไรโตแกร่งแบบ CAGR 11% ยาวถึงปี 2571 พ่วงอานิสงส์ ครม. ปลดล็อก EEC เร่งโครงการสนามบินอู่ตะเภา 2.7 หมื่นล้านบาท
แม้ระยะสั้นอาจเจอแรงกดดันจากโครงการรัฐเลื่อนประมูล และฐานกำไรปี 2569 ที่สูงผิดปกติจากปันผลพิเศษ GULF แต่กูรูแนะ 13 เดือนนี้เป็นจังหวะทยอยสะสมก่อนงบ Peak ไตรมาส 4
ขณะที่ราคาหุ้น STECON ปิดวันนี้ที่ 18.40 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ปรับราคาเป้าหมายหุ้น STECON เพิ่มขึ้นเป็น 23.50 บาท จากเดิม 12.50 บาท ตามการปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 25692571 ขึ้น 51-70%, การปรับเพิ่ม multiple ของธุรกิจรับเหมาฯ และปรับมูลค่าการถือหุ้น GULF เพิ่มขึ้น
โดยมองความชัดเจนของงานดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นและน่าจะช่วยหนุนรายได้ให้อย่างมีนัยสำคัญในปี 25702571 ขณะที่การควบคุมต้นทุนช่วยรักษา GPM ให้แข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตสูงกว่าคาด เราคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรปี 25692571 ที่ 11% แม้ฐานกำไรปี 2569 จะสูง
ปัจจุบัน STECON ซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2570 ที่ 16 เท่า หรือ -1SD ของค่าเฉลี่ย และต่ำกว่าผู้รับเหมา Data Center (DC) ในมาเลเซียซึ่งอยู่ที่มากกว่า 20 เท่า เราเปลี่ยนหุ้นเด่นของกลุ่มจาก CK (ซื้อ, เป้าหมาย 23 บาท) มาเป็น STECON เนื่องจาก CK ขาดปัจจัยหนุนในระยะสั้นจากการประมูลโครงการภาครัฐที่ล่าช้าออกไป)
แม้การอนุมัติโครงการภาครัฐมีแนวโน้มจะล่าช้า แต่ STECON ยังคงโดดเด่น โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากงานภาคเอกชนที่คาดเข้ามาใน H2/69-H1/70 ก่อนที่โครงการภาครัฐจะกลับมาเดินหน้าใน H2/70 ผู้บริหารประเมินว่ามีโอกาสได้งานโครงการ Data Center (DC) ที่ราว 5 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4/69 ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้รับการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าแล้ว จึงคาดไม่น่าช้าจากหลักเกณฑ์การอนุมัติใหม่ของภาครัฐ
เราคาดการณ์มูลค่างานรับใหม่รวม 2.04 แสนล้านบาทในช่วงปี 25692571 แบ่งเป็น 2.8 หมื่นล้านบาท / 9.4 หมื่นล้านบาท / 8.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนภาครัฐต่อเอกชนที่ 46:54 ทั้งนี้ เราคาดการได้งาน DC ที่ 3 หมื่นล้านบาท / 1.5 หมื่นล้านบาท ในปี 25702571 (คิดเป็น 22% ของทั้งหมด) ยังต่ำกว่าประมาณการของผู้บริหาร และคาด backlog จะทำจุดสูงสุดใหม่อยู่อยู่ที่ 1.67 แสนล้านบาท และ 2.03 แสนล้านบาท ในปี 2570-2571
โครงการ DC ใช้เวลาสร้างเพียง 15-20 เดือน จึงสามารถรับรู้รายได้ได้อย่างรวดเร็ว เราตั้งสมมติฐานว่าจะได้รับงาน 3 หมื่นล้านบาท ในช่วงต้นปี 2570 และเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/70 ซึ่งจะเพิ่มรายได้ 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 2.1 หมื่นล้านบาทในปี 2571
ขณะที่รายได้เดิมจาก Backlog ที่มีอยู่และงานภาครัฐใหม่คาดราว 3.1 หมื่นล้านบาท / 2.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 13% / 12% เป็น 4.2 หมื่นล้านบาท และ 4.6 หมื่นล้านบาทในปี 2570 / 2571 ด้านผู้บริหารบอก capacity ของรายได้สามารถไปสูงได้ถึง 5-6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เราคง GPM ไว้ที่ 7.4% โดยมีโอกาส upside จากการบริหารจัดการที่ดีกว่าคาด
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2569-2571 ขึ้น 51-70% จากรายได้งาน DC ที่แข็งแกร่งขึ้น, GPM ดีขึ้น, รายได้ปันผลจาก GULF มากขึ้น และรายได้ประจำจากการลงทุนใน DC อีกปีละ 180 ลบ. ตั้งแต่ไตรมาส 4/69 เราคาดการณ์ CAGR กำไรหลักที่ 11% ในช่วงปี 25692571 จากการเติบโตของรายได้ 12% แม้ว่าจะต้องเทียบกับฐานปี 2569 ที่สูงขึ้นจากเงินปันผลพิเศษของ GULF ก็นับว่าแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมหากได้รับงาน DC หรือภาครัฐมากกว่าคาด รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น
ด้าน นายภูวดล ภูสอดเงิน, IAA ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังของ STECON งาน DC มีความโดดเด่น โดนจะเข้าสู่ช่วงเร่งดำเนินการก่อสร้าง ส่งผลให้สัดส่วนงาน DC เพิ่มขึ้น เนื่องจากระยะเวลาการก่อสร้างอยู่ที่ 1.5-2 ปี เร็วกว่างานโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งยังมีการประมูลงานเข้ามาเติม Backlog อย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งส่งมอบมากขึ้นในไตรมาส 4/69 ซึ่งคาดว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะเติบโตดี HoH โดยมองว่าช่วง 1-3 เดือนนี้เป็นจังหวะทยอยสะสม มากกว่าแค่เทรดสั้น
ขณะที่ภาพรวมปี 69 คาดกำไรยังเติบโตได้ดี เนื่องจากรับรู้เงินปันผลพิเศษ GULF เป็นหลัก แต่ค่าใช้จ่ายยังสูง ขณะที่ปี 70 คาดกำไรอาจชะลอตัวลงเนื่องจากไมมีปันผลพิเศษจาก GULF
ทั้งนี้ประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นหลังประชุมนักวิเคราะห์ คือ งาน DC ซึ่งมี 3 ประเด็นสำคัญหลัก ประกอบด้วย มีการทยอยรับงานใหม่เพิ่ม โดยงาน DC รวม (ยังไม่หักงานที่ดำเนินการแล้ว) ใน Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/69 เพิ่มราว 5 พันล้านบาท จากปี 68 และยังมีงาน Potential อีก 4-5 หมื่นล้านบาทปีนี้ ช่วยให้เป้าหมายงานใหม่บรรลุได้ แม้งานภาครัฐเลื่อน ซึ่งลักษณะการได้งานเป็นแบบ Pitching ช่วยลดการแข่งขันราคา
บริษัทให้มุมมองเพิ่มว่า ลูกค้าที่ได้สิทธิใช้น้ำ-ไฟแล้ว ยังต้องก่อสร้างอีก 2 ปีจากนี้ นั่นหมายถึงแม้รัฐ อาจมีการเบรกให้สัญญาเพิ่มชั่วคราว แต่ของเดิมงานก่อสร้างไปต่อได้
ประเด็นสำคัญสุด คือ STECON เปิดเผยว่าหลังเริ่มมี Learning curve จากงาน DC เดิมและมีช่องทาง Sourcing จนผู้ว่าจ้างมีแนวโน้มขยาย Scope จากงานทำโครงสร้าง ไปสู่ช่วยออกแบบบางอย่าง (และอาจจะมากกว่านี้ในอนาคต) ทำให้มูลค่างานต่อ MW สามารถเพิ่มได้แม้รับงานบนกำลังผลิตของ DC เดิม เราประเมินในเบื้องต้นว่า หากขยาย Scope แต่ละระดับ มูลค่างานต่อ MW จะเพิ่มเป็นประมาณ 1.31.7 เท่า (ดีสุดไปได้ถึง 2.4 เท่า) เป็น Upside ที่เพิ่มนอกเหนือจากการรับงานแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
สำหรับงานภาครัฐ มองสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จาก บมจ ช.การช่าง [CK] แต่เพิ่มเติมว่าเห็นการเร่งใช้งบและการชดเชยต้นทุนของภาครัฐนั้นดีขึ้นกว่าในอดีต โดยงานที่โฟกัสหลักเป็นโครงการคล้ายกัน M5/M9, รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ แต่เพิ่มเติมปลายปีมีงานโรงไฟฟ้าที่ได้เป็นประจำ และ DC ที่กล่าวข้างต้น
ขณะที่ความก้าวหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คาดจะเริ่มงาน Infrastructure / Commercial building ก่อนสนามบิน
ส่วนในด้านการลงทุนสร้างรายได้ประจำ ค่อยๆ คืบหน้า อย่าง EWS (ทำกับ EASTW) เริ่ม COD แล้วและมีสัญญาจ่ายน้ำให้ Data Center 3 แห่งรวม 10,000 ลบ.ม./วัน และเพิ่มเติมว่าคาดเห็นรายได้จากโครงการที่บางปะกงเข้ามาราว 180-200 ล้านบาท/ปี ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นบวก เพราะจะช่วยชดเชยปันผลพิเศษของ GULF ที่ปีหน้าอาจไม่มีได้บางส่วน
สำหรับความสามารถในการลงทุน เนื่องจาก Gearing Ratio ยังต่ำแค่ 0.5x เราประเมินการลงทุนเพิ่มทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะทำให้ Gearing เพิ่มราว 0.5x ซึ่ง Conservative เราคาด Room ที่ปลอดภัยอาจจะเห็นลงทุนเพิ่มได้อีกราว 2-3 หมื่นลบ. (ไม่เกิน 2x) แต่บริษัทมี Covenant ด้าน IBD/EBITDA เป็นหลัก จึงมองว่าเป็นตัวคุมไม่ให้ลงทุนเร็วเกินไปเหมือนที่เคยกังวลกัน
รายได้ 1H69 คิดเป็น 48% ของเป้าทั้งปี นั่นหมายถึงจะไปกระจุกใน 2H69 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองตามแผนงานบริษัท ที่การส่งมอบจะ Peak ในไตรมาส 4/69 หลังผ่านฤดูฝน และตาม Progress งาน โดยในช่วงนั้นเป็นจุดสำคัญตรงที่จะมี Catalysts เข้ามาพร้อมกัน ทั้งกำไร งานฝั่งรัฐกลับมาประมูล และงานเอกชนอย่าง DC และโรงไฟฟ้าเริ่มประกาศผล ดังนั้น ใน 1-3 เดือนนี้ จึงเป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้น มากกว่าการเก็งกำไรสั้นๆ โดยแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 21 บาท
ส่วน บล.กรุงศรี ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบมาตรการสนับสนุนจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษี อาทิ นำ CAPEX และ OPEX มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า, การอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและบุคลากรต่างชาติด้วยการออกวีซ่าพิเศษให้ (EECa Visa) รวมไปถึงการลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ของโครงการ ภาครัฐตั้งเป้าโครงการนี้จะช่วยดึงเงินลงทุนได้มากถึง 1.3 ล้านล้านบาทตลอดโครงการ, สร้างการจ้างงานได้ 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 400,000 คนต่อปี และเพิ่ม GDP ในปีแรกที่เริ่มโครงการไม่ต่ำกว่า 37,000 ล้านบาท
คงคำแนะนำ ซื้อ หุ้น STECON โดยมีราคาเป้าหมายประเมินด้วยวิธี Sum of The Parts (SOTP) ที่ 24.90 มี Upside 36.80% เรามองว่าการที่ ครม. เร่งเดินหน้าโครงการสนามบินอู่ตะเภาฯ (UTA) พร้อมออกมาตรการจูงใจด้านภาษีและวีซ่า ถือเป็นการปลดล็อกหนึ่งในเมกะโปรเจกต์สำคัญที่สุดของ EEC หลังล่าช้ามาหลายปี
เราคาดว่า STECON ได้ประโยชน์โดยตรงจากข่าวนี้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใน บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ผู้ได้รับสัมปทานโครงการพัฒนาสนามบินและเมืองการบินภาคตะวันออก โดย UTA มี STECON ถือหุ้น 20%, บมจ.การบินกรุงเทพ [BA] 40% และ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [BTS] 40% ทำให้ STECON เป็นผู้รับเหมาฯ หลักของโครงการนี้
แม้ปัจจุบันบริษัทจะรวมมูลค่างานก่อสร้างโครงการ UTA ราว 27,043 ล้านบาท ไว้ใน Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/69 ที่ 116,440 ล้านบาทไปแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ดังนั้น การออกมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจะช่วยเร่งให้โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวเข้ามาในงบการเงินหนุนรายได้และกำไรให้กับ STECON
ส่วนระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงแรงยังเป็นจิตวิทยาบวกกับ STECON จากแรงกดดันของต้นทุนพลังงานและราคาวัสดุก่อสร้างลดลงในอนาคต ผสานภาครัฐจัดงาน Thailand Focus คาดเน้นย้ำและผลักดันโครงการ Data Center เป็นบวกกับ STECON ซึ่งเป็นผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญและมี Track record มากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งทำให้มีโอกาสชนะประมูลสูง สะท้อนจาก Win rate 100% ในโครงการ Data Center ที่บริษัทเข้าประมูล

