xs
xsm
sm
md
lg

จำคุก "ตะวัน" อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นเบื้องสูง ปมไลฟ์สดตำรวจถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศาลอาญาสั่งจำคุก "ตะวัน" อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ปมไลฟ์สดตำรวจถวสยความปลอดภัยขบวนเสด็จและ ปรับ 600 ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

วันนี้ 31 ส.ค. 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณา 906 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำอ1237/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา5เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามม.112,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม. 14, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน
กรณีเมื่อเดือนมี.ค.2565 น.ส.ทานตะวัน จำเลยไปยืนไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จผ่าน

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เห็นว่าเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดที่จำเลยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์ก่อนขบวนเสด็๋จมาถึง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถวายความปลอดภัยเป็นหน้าที่ถวายความปลอดภัยประมุขแห่งรัฐตามมาตรฐานสากลที่เห็นในนานาอารยประเทศทั้งจำเลยศึกษาคณะนิติศาตร์เชื่อว่าต้องทราบหลักการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่จำเลยกลับใช้ถ้อยคำชี้นำให้คนรับชมผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของจำเลยในการพาดพิงพระมหากษัตริย์โดยไม่สมควรหลายครั้งชี้เจตนาว่าจำเลยต้องการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นฯ เมื่อกระทำการผ่านเฟซบุ๊คจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยทำความผิดฐานรับทราบคำสั่งแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบให้จำเลยทราบ 3 ครั้งว่าไม่ให้ถ่ายทอดสดเนื่องจากจะมีขบวนเสด็จผ่านมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผกก.สน.นางเลิ้งในขณะนั้น) สั่งให้ตำรวจหญิง 2 นายเข้าควบคุมโดยการคล้องแขนและขาจำเลยข้างละ 1 คน โดยข้อหารับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเมื่อตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ.ต.อ.สมยศจึงมีอำนาจในการออกคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อห้าม 3 ครั้งแต่จำเลยเพิกเฉยจึงมีความผิดฐานรับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ ส่วนข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ไม่มีการแจ้งว่าจะควบคุมตัวจำเลย มีการล็อคแขนขาจำเลยแต่ไม่มีการแจ้งว่าจะนำไปที่ใดเป็นธรรมดาที่จำเลยจะตกใจกลัวการกระทำของจำเลยเป็นการดิ้นรนจากการตกใจกลัวเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน จึงไม่มีความผิดในฐานนี้

พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นโทษบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ฐานทราบคำสั่งเจ้าพนักงานและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปรับ 900 บาท การนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้างมีเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 600 บาทและริบของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน