xs
xsm
sm
md
lg

ครม.สัญจรหนาว โพลแสกหน้า “อนุทิน” ดับไฟใต้เหลว!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อค่ำวันที่ 28 สิงหาคม เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุลอบวางเพลิงภายในองค์การบริหารส่วนตำบลสาคอบน หมู่ 2 อ.มายอ จ.ปัตตานี พร้อมก่อเหตุเผายางรถยนต์บนถนนสายยะลา-ปัตตานี อีก 2 จุด ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้เส้นทาง โดยภายในอาคารทั้งหลังถูกเพลิงใหม้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ถัดมา วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 19.00 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง พร้อมบรรทุกสิ่งของต่างๆ เต็มคันรถ เข้ามาจอดซ่อนภายในบริเวณคลังสินค้า โกลบอลเฮ้าส์ ตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ก่อนใช้อาวุธปืนยาวข่มขู่และไล่พนักงานที่อยู่ภายในพื้นที่ให้ออกจากบริเวณดังกล่าว จากนั้นได้ลอบวางระเบิดจำนวน 3 ลูก ก่อนหลบหนีออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าโชคดีที่วงจรระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์ทำให้ไม่ระเบิดร้ายแรง และไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นั่นคือ เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้สดๆร้อนๆ ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงหรือสงบลงแต่อย่างใด ทางหนึ่งชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของ ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายความมั่นคงในแบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

อย่างไรก็ดีนาทีนี้สิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวดังกล่าวได้ดีที่สุดก็คือความรู้สึกของชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุด ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ความไม่สงบล่าสุด คน จชต. คิดอย่างไร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา

พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.73 ระบุว่า เกี่ยวข้องกับงบประมาณในพื้นที่ รองลงมา ร้อยละ 30.36 ระบุว่า กลุ่มทุนเทา (เช่น ยาเสพติด ค้าของเถื่อน มาเฟียเรียกค่าคุ้มครอง เป็นต้น) ไม่พอใจการปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ 29.64 ระบุว่า เกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 27.64 ระบุว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ ก่อนการพูดคุยสันติสุขจะเริ่มต้นเร็ว ๆ นี้ ร้อยละ 26.27 ระบุว่า กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนร่วมมือกับกลุ่มทุนเทาสร้างสถานการณ์ ร้อยละ 20.27 ระบุว่า กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนไม่พอใจ

การปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ร้อยละ 19.55 ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการสร้างความแตกแยกในพื้นที่ ร้อยละ 19.09 ระบุว่า เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติ ร้อยละ 12.82 ระบุว่า กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนรุ่นใหม่สร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพของกลุ่ม ร้อยละ 12.00 ระบุว่าเกี่ยวข้องกับฤดูกาลโยกย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูง ร้อยละ 11.27 ระบุว่า ผู้ก่อความไม่สงบ อาจมีแนวร่วมกับนักการเมืองในการช่วยบิดเบือนข่าวสาร ร้อยละ 9.73 ระบุว่า เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อต่อต้านโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ร้อยละ 6.36 ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ในช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังทหาร ร้อยละ 5.45 ระบุว่า เป็นปฏิบัติการหวังผลทางจิตวิทยาให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 4.09 ระบุว่า เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ก่อนการประชุม ครม. สัญจรที่สงขลา และร้อยละ 1.36 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นล่าสุดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.82 ระบุว่า ข้อบกพร่องใน นโยบาย ยุทธศาสตร์และทิศทางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองลงมา ร้อยละ 39.91 ระบุว่า การไม่มีประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 34.27 ระบุว่า ความประมาทของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 29.73 ระบุว่า ข้อบกพร่องในงานด้านการข่าว ร้อยละ 29.36 ระบุว่า ผู้ก่อความไม่สงบกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ ทำให้ยากต่อการป้องกัน ร้อยละ 18.82 ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายที่ประนีประนอมมากเกินไป ร้อยละ 18.09 ระบุว่า การขาดความร่วมมือจากภาคประชาชน ร้อยละ 11.55 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐหลายระดับที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คนในพื้นที่ ร้อยละ 10.64 ระบุว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีไม่เพียงพอ ร้อยละ 5.91 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ รปภ. หน่วยงานท้องถิ่นไม่มีอาวุธในการป้องกันภัย ร้อยละ 5.45 ระบุว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหญ่เกินกว่าที่จะป้องกันได้ ร้อยละ 0.45 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐ/หน่วยงานรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเนื่องจากมีผลประโยชน์ร่วมกัน และร้อยละ 0.36 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ความเห็นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้กำชับตำรวจและทหารให้บูรณาการทำงานตามแผนที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติ และเห็นว่า การที่คนร้ายยังสามารถก่อเหตุได้อย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะมีการเปลี่ยนผ่าน จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเข้มข้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็รับทราบ และได้กำชับในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า เราจะเป็นฝ่ายตั้งรับสถานการณ์อย่างเดียวไม่ได้ ขณะที่ในพื้นที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกอย่างอยู่ภายใต้การสั่งการของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว พร้อมทั้งอธิบายว่า เจ้าหน้าที่เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายจนบางครั้งไม่สามารถจัดการด้วยความรุนแรง เพราะต้องตรวจสอบตามพยานหลักฐาน

“เรามีกฎหมายที่จะต้องทำตาม พอเราใช้ความรุนแรงมากก็หาว่าเราไม่เคารพกฎหมาย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นที่สุด และที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าเราใช้กฎหมายอย่างเต็มที่”

แน่นอนว่าเมื่อสถานการณ์ชายแดนใต้ยังรุนแรงอยู่แบบนี้ต่อไป ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร(นอกสถานที่) ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 31 สิงหาคมถึง 2 กันยายน นี้จะมีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งได้แต่หวังว่าฝ่ายข่าว ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหาร ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทยของ นายกรัฐมนตรีเองจะสามารถบูรณาการทำงานกันได้อย่างไม่มีจุดอ่อน

ขณะเดียวกันเมื่อวกย้อนกลับมาที่ผลสำรวจของ “นิด้าโพล” ข้างต้น จะเห็นได้ชัดสาเหตุความล้มเหลวทั้งมวลในการ “ดับไฟใต้” ล้วนมาจากภาครัฐ ทั้งเรื่องปัญหาค้าของเถื่อน ยาเสพติด กลุ่มทุนสีเทา การจัดการงบประมาณที่ต้องทุ่มลงไปแต่ละปีจำนวนมหาศาล ซึ่งยังมีเสียงวิจารณ์ว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว(สร้างสถานการณ์) เป็นต้น

ดังนั้นสถานการณ์ชายแดนใต้ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่าเป็นความล้มเหลวของภาครัฐ ทั้งรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง ที่ไม่ได้บูรณาการกันอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี !!