xs
xsm
sm
md
lg

เปิดวงจรอุบาทว์กากอุตสาหกรรม จีนผลิต–ทุนเทาขนทิ้ง อ้างหลอกชาวบ้าน–พระ ทำลายสิ่งแวดล้อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวศรีราชา - “ ดร.สนธิ” ชี้ปัญหาวงจรอุบาทว์กากอุตสาหกรรม หลังพบโรงงานรีไซเคิล 2 แห่งในพื้นที่ ต.หนองรี อ.เมืองชลบุรี ถูกกล่าวหาว่าลักลอบบดย่อยเศษสายไฟคัดแยกทองแดง ก่อนนำกากของเสียไปอำพราง อ้างเป็น “ดินปลูกต้นไม้” แจกให้ชาวบ้านและสำนักสงฆ์ในพื้นที่บ้านบึง ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกต โรงงานถูกสั่งหยุดกิจการมาตั้งแต่กลางปี 2568 แต่ยังสามารถลักลอบดำเนินการได้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย. เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมการดำเนินกิจการของ บริษัท เจี๋ยเซ่ง พลาสติก จำกัด และ บริษัท ติงซิ่ง (ไทย-จีน) เมทัล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆนี้ โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ยังมีช่องโหว่ และอาจกลายเป็น “วงจรอุบาทว์” ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

จากข้อมูลที่ได้รับ โรงงานทั้ง 2 แห่งถูกกล่าวหาว่าลักลอบประกอบกิจการบดย่อยเศษสายไฟ เพื่อคัดแยกทองแดงออกมา โดยกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดเศษวัสดุและกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารเคมีและการกำจัดกากของเสียที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ประเด็นที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือกรณีการนำกากอุตสาหกรรมลักษณะเป็นผงและเศษสายไฟบดย่อยสีดำ ซึ่งถูกระบุว่ามีการปนเปื้อนสารเคมีอันตราย ไปนำเสนอแก่ชาวบ้าน วัด สวนธรรม และสำนักสงฆ์ในพื้นที่ ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง โดยอ้างว่าเป็น “ดินปลูกต้นไม้แจกฟรี” หรือเป็นดินสำหรับใช้ปรับถมพื้นที่บ่อดินเก่า

อย่างไรก็ตาม หลังนำวัสดุดังกล่าวไปถมพื้นที่ ผู้ดูแลสถานที่และชาวบ้านเริ่มพบกลิ่นฉุนคล้ายสารเคมี โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตก น้ำบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนเป็นสีดำ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ก่อนมีการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และมีการระบุผลการตรวจว่าเข้าข่ายเป็น “วัตถุอันตราย”

ดร.สนธิ ระบุว่า ปัญหาสำคัญของกระบวนการรีไซเคิลประเภทดังกล่าว คือการบดย่อยและคัดแยกโลหะจะมีเศษวัสดุและกากของเสียเหลือจากกระบวนการผลิตจำนวนมาก ขณะที่การนำกากเหล่านี้ไปกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีต้นทุนสูง จึงอาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางรายพยายามลดต้นทุนด้วยการลักลอบนำกากของเสียไปทิ้งหรืออำพรางในพื้นที่ต่าง ๆ

สำหรับโรงงานทั้ง 2 แห่งใน ต.หนองรี มีข้อมูลว่าเทศบาลตำบลหนองรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยมีคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการชั่วคราวมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 และก่อนหน้านี้ยังเคยถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

แต่ล่าสุดกลับพบข้อมูลว่ามีการลักลอบกลับมาบดย่อยเศษสายไฟและคัดแยกทองแดงอีกครั้ง ทั้งที่อยู่ระหว่างการถูกสั่งหยุดดำเนินกิจการ ทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบติดตามและตรวจสอบโรงงานที่ถูกสั่งปิดหรือสั่งหยุดกิจการว่า เหตุใดจึงสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยที่ใช้เวลานานเกือบปีจึงตรวจพบ

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากไม่มีระบบตรวจสอบและติดตามที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้กากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมถูกนำไปทิ้งหรืออำพรางในพื้นที่ชุมชน โดยประชาชนอาจไม่ทราบว่าวัสดุที่นำมาถมพื้นที่หรือแจกจ่ายนั้นมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ขณะเดียวกัน การนำกากอุตสาหกรรมไปอ้างเป็น “ดินปลูกต้นไม้” หรือวัสดุสำหรับปรับถมพื้นที่ หากเป็นจริงตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่โรงงานผู้ก่อกำเนิด ผู้รับกำจัด ไปจนถึงพื้นที่ปลายทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลักลอบทิ้งและผลกระทบต่อประชาชนซ้ำอีก

กรณีนี้จึงยังต้องติดตามผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของโรงงานทั้ง 2 แห่ง การครอบครองและเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำวัสดุไปใช้ในพื้นที่ชุมชน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป