xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “อิสระ” แต่อยู่ที่ “ใครตรวจสอบคนที่ตรวจสอบ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันที่ 28 ส.ค.2569 มีเวทีสัมมนา “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก” ซึ่งเป็นการสัมมนาที่น่าสนใจ และเข้ากับสถานการณ์การเมืองในขณะนี้

คนที่ขึ้นเวทีก็ไม่ธรรมดา มีทั้ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย “อาจารย์วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. รวมถึง “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เนื้อหาของการเสวนาน่าสนใจมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงการพูดถึงว่า ทำไมประชาชนถึงเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรอิสระ แต่เป็นการเอาคนที่มีประสบการณ์ทั้งในฝ่ายการเมือง ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายองค์กรตรวจสอบ มานั่งคุยกันว่า “แล้วเราจะออกจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร”

เมื่อได้ฟังเนื้อหาสาระของทั้งหมดแล้ว คิดว่าทั้ง 4 คน กำลังพูดถึงปัญหาเดียวกัน แต่คนละมุม

และถ้าจะขมวดให้สั้นกระชับที่สุด คิดว่าวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระของไทยในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนไม่ต้องการองค์กรอิสระ แต่เกิดขึ้นเพราะประชาชนเริ่มไม่แน่ใจว่า องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นนั้น ยังถูกตรวจสอบได้หรือไม่

นี่น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของการเสวนาครั้งนี้

หากย้อนกลับไปตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ 2540 โจทย์ที่ทำให้เราสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา คือเราไม่ไว้วางใจนักการเมือง
ไม่อยากให้นักการเมืองตรวจสอบกันเอง เพราะเชื่อว่าจะมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

จึงสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา เป็นเหมือน “กรรมการ” ของระบบการเมือง

แต่ผ่านมาประมาณ 30 ปี คำถามกลับด้านไปเสียแล้ว

จากเดิมที่เราถามว่า ...“ใครจะตรวจสอบนักการเมือง?” วันนี้ประชาชนกำลังถามว่า... “แล้วใครจะตรวจสอบองค์กรอิสระ?”
นี่เป็นคำถามที่จริงจัง เป็นคำถามที่ใหญ่มาก สำคัญมาก!

เพราะถ้าองค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองได้ แต่ตัวองค์กรอิสระเองกลับตรวจสอบไม่ได้ เปิดข้อมูลไม่ได้ อธิบายการตัดสินใจไม่ได้ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งก็ไม่ได้

อย่างนี้ ความศรัทธาก็จะค่อยๆ หายไป

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
“อภิสิทธิ์” พูดถึงเรื่องนี้ในมุมของ “โครงสร้างอำนาจ” โดยชี้ให้เห็นความเสี่ยงของวงจร ที่เริ่มตั้งแต่การเมืองเข้าไปมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา จากนั้นวุฒิสภา มีบทบาทในการสรรหาองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระก็เข้าไปมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายการเมืองอีกที
ถ้าทุกจุดสามารถถูกครอบงำจากเครือข่ายอำนาจเดียวกันได้ ต่อให้คนในแต่ละองค์กรประกาศว่า ตัวเองเป็นอิสระ...แต่ ประชาชนก็ยังมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เป็นอิสระจริงหรือไม่

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่อง“ที่มา”จึงสำคัญมาก

และตรงนี้ “อาจารย์บวรศักดิ์” เสนอทางออกที่ใหญ่กว่า แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล คือต้องมีการปรับระบบตั้งแต่การได้มาของรัฐบาล การสรรหาองค์กรอิสระ ระบบถอดถอน ไปจนถึงบทบาทของ กกต. และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ข้อเสนอที่น่าสนใจมาก คือเรื่องการสรรหาองค์กรอิสระ

เพราะถ้าเรารู้ว่า ปัญหาหนึ่งอยู่ที่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถครอบงำกระบวนการสรรหาได้ ทางออกก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำได้ทั้งหมด นั่นคือ ต้องให้หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม

และที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องเปิดเผยกระบวนการให้ประชาชนเห็น

วัส ติงสมิตร
ตรงจุดนี้ “วัส ติงสมิตร” เสนอไว้ชัดว่า การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ควรถ่ายทอดสด เปิดเผยประวัติ เปิดเผยคุณสมบัติ และทำให้กระบวนการคัดเลือกตรวจสอบได้

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ เพราะต่อให้เราออกแบบคณะกรรมการสรรหาใหม่ ดีแค่ไหน แต่ถ้าประชาชนไม่รู้ว่าเขาคัดกันอย่างไร ก็ยังเกิดข้อสงสัยได้เหมือนเดิม

“ความโปร่งใส” จึงต้องเกิดตั้งแต่ก่อนคนคนหนึ่งเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ ไม่ใช่รอให้เขาใช้อำนาจแล้วค่อยมาตรวจสอบ...ไม่ใช่วัวหาย แล้วค่อยมาล้อมคอก!

ขณะที่ “อาจารย์วิชา มหาคุณ” พูดอีกมุมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ท่านบอกว่า องค์กรอิสระอย่าสำคัญผิดว่า “อิสระ” นั้นหมายความว่าตัวเองไม่ต้องถูกตรวจสอบ

วิชา มหาคุณ
ประโยคนี้ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า “องค์กรอิสระต้องอิสระจากฝ่ายการเมือง” แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องอิสระจากประชาชน !
ตรงกันข้าม องค์กรอิสระควรเป็นองค์กรของประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน และต้องอธิบายต่อประชาชนได้

เพราะอำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ใช่อำนาจที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นอำนาจที่มาจากรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ ก็เกิดขึ้นภายใต้หลักที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

ดังนั้น ถ้าประชาชนถามว่า “ทำไมถึงตัดสินแบบนี้” องค์กรอิสระอาจไม่สามารถเปิดข้อมูลทุกอย่างได้ในทุกกรณี เพราะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย

แต่ต้องมีระบบที่ทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า กระบวนการนั้น สุจริต เป็นธรรม และมีเหตุผล!

ไม่อย่างนั้นองค์กรอิสระจะกลายเป็น“กล่องดำ” และเมื่อเป็นกล่องดำ ความศรัทธาต่อองค์กรอิสระก็จะหายไปในที่สุด
หากจะว่าไปแล้ว ที่มาของการเสวนาครั้งนี้ คือ “เรื่องฮั้ว สว.”ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

เพราะนี่ไม่ใช่แค่คดีหนึ่งคดี แต่เป็นบททดสอบระบบทั้งหมด ระบบที่มีองค์กรอิสระรวมอยู่ด้วย

ถ้ากระบวนการได้มาของสว. ถูกตั้งคำถาม แล้ว สว.ชุดนั้นมีบทบาทต่อการสรรหาองค์กรอิสระ มันจึงเกิดคำถามต่อเนื่องว่า...
ถ้าต้นทางมีปัญหา แล้วองค์กรที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนั้น จะมีความชอบธรรมแค่ไหน?!

นี่คือเหตุผลที่ “วัส ติงสมิตร” บอกว่า ระบบเลือกสว. แบบนี้ ไปต่อไม่ได้ และควรเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเอาความไม่พอใจทางการเมือง มาตัดสินคดีแทนกระบวนการยุติธรรม… ถ้ามีหลักฐาน ก็ต้องตรวจสอบ ถ้ามีเหตุอันควรสงสัย ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และถ้ากฎหมายเปิดทางให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

เพราะสิ่งที่เราต้องการที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ “ผลที่ถูกใจ” แต่คือ กระบวนการที่คนทุกฝ่ายยอมรับได้!

นี่แหละ ที่จะนำไปสู่คำถามสุดท้ายว่า… แล้วทางออก คือ อะไร ?

ทางออกอาจไม่ได้อยู่ที่การยุบองค์กรอิสระ เพราะตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่สามารถสร้างระบบตรวจสอบกันเองที่ประชาชนเชื่อมั่นได้ เราก็ยังจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ

แต่สิ่งที่ต้องปฏิรูป คือ

1.ที่มา... ต้องทำให้การสรรหาองค์กรอิสระไม่ถูกผูกขาด โดยฝ่ายการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มหนึ่ง

2.ความโปร่งใส... ต้องเปิดกระบวนการสรรหา เปิดประวัติ เปิดวิสัยทัศน์ และเปิดเหตุผลของการตัดสินใจให้มากที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต

3.การตรวจสอบ...องค์กรอิสระต้องมีระบบตรวจสอบตัวเอง และต้องมีช่องทางให้รัฐสภา ศาล และประชาชนตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.ประชาชน ... ประชาชนต้องไม่ใช่แค่คนที่ถูกเรียกไปเลือกตั้งทุก 4 ปี แต่ต้องมีพื้นที่ในการตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับระบบการเมืองมากขึ้น

สุดท้าย ประเด็นที่เวทีเสวนาวันนี้ฝากไว้ให้สังคมไทย ไม่ใช่คำถามว่า ...“เราจะทำอย่างไรให้องค์กรอิสระเป็นที่รักของประชาชน?”

แต่เป็นคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “เราจะทำอย่างไรให้องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อได้ว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน แต่ก็ยังเชื่อว่ากระบวนการนั้นเป็นธรรม?”

เพราะประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็นด้วยกับคำตัดสิน...แต่ประชาธิปไตย ต้องทำให้คนเชื่อว่า “กติกาเดียวกัน ใช้กับคนทุกคน!”

วันนี้ สิ่งที่สังคมกำลังเรียกร้อง จึงไม่ใช่ “การทำลายองค์กรอิสระ” แต่คือการ “สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาใหม่ บนฐานของความชอบธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อประชาชน”

องค์กรอิสระที่แท้จริง ต้องอิสระจากนักการเมือง แต่ต้องไม่อิสระจากประชาชน !

เพราะหากองค์กรอิสระคิดว่าไม่ต้องตอบคำถามใคร สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ความศรัทธาต่อองค์กรหนึ่งที่หายไป
แต่มันจะเป็นวิกฤตศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตยทั้งระบบ!