xs
xsm
sm
md
lg

ผิดทั้งอาญาและวินัย! ป.ป.ช.มติเอกฉันท์คดีอดึต ผอ.หาดใหญ่วิทยาลัยทุจริตต่อหน้าที่ รับย้ายเด็ก 11 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ป.ป.ช.มติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด “อุดม ชูลีวรรณ” อดีต ผอ.โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย รับย้ายเด็ก 11 รายไม่เป็นไปตามประกาศ สพฐ. ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องเรียนทั่วไป มีนักเรียนเกินห้องเรียนละ 40 คน ทั้งที่ไม่มีนักเรียนคนใดย้ายออก ส่ง อสส. ฟ้องดำเนินคดีอาญา และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย

วันนี้ (28 ส.ค.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 แถลงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายอุดม ชูลีวรรณ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในคดีกล่าวหาทุจริตการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 11 ราย ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องเรียนทั่วไป มีนักเรียนเกินห้องเรียนละ 40 คน ทั้งที่ไม่มีนักเรียนคนใดย้ายออก

การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2566 และตามแผนการรับนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และปัจจุบันนักเรียนที่ได้รับย้ายมาทั้ง 11 ราย กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

จากการไต่สวนพบว่า ในกระบวนการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 รอบปกติ โรงเรียนได้ดำเนินการตามประกาศและปฏิทินของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างถูกต้อง แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความเข้าใจในนโยบายจำกัดจำนวนนักเรียนไม่เกิน 40 คนต่อห้องเป็นอย่างดี โดยกระบวนการรับนักเรียนเสร็จสิ้นและสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันมอบตัวนักเรียนในเดือนเมษายน 2566 แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาอนุมัติรับย้ายนักเรียนจำนวน 11 รายเข้าเรียนในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2566 หลังจากเปิดภาคเรียนไปแล้ว เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยเหตุผลดังนี้

1.การรับย้าย จะทำได้ต่อเมื่อมีที่นั่งว่างลงจากการย้ายออก แต่ในกรณีนี้ไม่มีนักเรียนคนใดย้ายออก พฤติการณ์รับย้ายจึงเป็นการเพิ่มจำนวนนักเรียนเกินกว่าห้องละ 40 คน ซึ่งขัดต่อนโยบายของ สพฐ. โดยตรง

2.การตั้งคณะกรรมการพิจารณารับย้ายตามคำสั่งที่ 616/2566 เป็นเพียงการสร้างขั้นตอนเพื่อบังหน้า เนื่องจากพยานบุคคลที่เป็นกรรมการให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่นำข้อมูลนักเรียนมาให้พิจารณา และแม้จะมีการทักท้วงให้ตรวจสอบหลักสูตรก่อน แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับตัดสินใจรับนักเรียนทั้งหมดด้วยตนเองเพียงคนเดียวโดยไม่มีการประชุมกลั่นกรองตามที่ตกลงกันไว้

3.ข้ออ้างเรื่องปัญหาเศรษฐกิจของผู้ปกครองและการเดินทางไม่เป็นความจริง เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่จบจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่มีค่าเทอมสูง และที่สำคัญคือนักเรียนถึง 10 ราย เป็นผู้ที่เคยสอบคัดเลือกในรอบปกติของโรงเรียนนี้แต่สอบตก การรับย้ายในเวลาต่อมาจึงเป็นพฤติการณ์ช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนที่สอบตกให้ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงโดยมิชอบ

พฤติการณ์ดังกล่าว แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานการรับเงิน แต่การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ให้แก่ผู้อื่นย่อมถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 57/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายอุดม ชูลีวรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 84 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง

เบื้องต้น ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายอุดม ชูลีวรรณ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก