เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มรุนแรงทะลักลงมาจากบริเวณชายแดนจีน-เนปาล พัดผ่านระบบแม่น้ำทางตอนกลางของเนปาลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเนปาลเปิดเผยว่า พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 157 ราย และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสูญหายอีก 28 นาย โดยได้ส่งกำลังตำรวจกว่า 3,318 นาย เข้าปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในพื้นที่ภัยพิบัติ
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม Planet Labs และรายงานวิเคราะห์เชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่าจุดเริ่มต้นภัยพิบัติเกิดขึ้นบริเวณหุบเขาใต้ยอดเขาลังทัง ลิรุง (Langtang Lirung) ในเนปาล โดยส่วนล่างของธารน้ำแข็ง ณ ระดับความสูงราว 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เกิดการพังทลายลงมาเป็นเหตุการณ์ “การถล่มของน้ำแข็งและหิน” (Ice-rock avalanche) มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนมหาศาลพุ่งดิ่งสู่หุบเขาเบื้องล่างที่มีความสูงต่างกันถึง 1,200 เมตร ก่อนจะไหลเชี่ยวซัดเข้าไปถึงฝั่งจี๋หรง ในเมืองรื่อเคอจึ ของเขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน ซึ่งอยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 5-7 นาที ส่วนทางฝั่งเนปาล มวลโคลนทะลักไปตามแม่น้ำระยะทางยาวกว่า 100 กิโลเมตร
ด้านสาเหตุการถล่ม สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้แก้ไขการบันทึกข้อมูล จากเดิมที่ระบุว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.4 มาเป็นเหตุการณ์ดินถล่มขนาด 5.2 โดยระบุว่าพลังงานดังกล่าวเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็งและสายธารเศษหิน (Debris flow) ไม่ใช่แผ่นดินไหวแต่อย่างใด
ขณะที่ อี้ เส้าเหลียง ตัวแทนฝ่ายจีนประจำศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ในกรุงกาฐมาณฑุ และ ฟั่น เสวียนเหมย หัวหน้าห้องทดลองเพื่อป้องกันและควบคุมภัยพิบัติทางธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเฉิงตู (Chengdu University of Technology) วิเคราะห์สอดคล้องกันว่า เกิดจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ หิมะและธารน้ำแข็งจึงละลายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มวล หินน้ำแข็งที่ไม่มั่นคงถล่มลงมา พุ่งลงสู่ลำธารด้วยความเร็วสูงและผสมเข้ากับมวลน้ำ จนกระตุ้นให้เกิดภัยพิบัติลูกโซ่ทั้งน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มรุนแรง
ศูนย์ศึกษาวิทยาศาสตร์น้ำและทรัพยากรน้ำแห่งชาติเนปาล ได้เปิดเผยรายงานทางเทคนิคสรุปลำดับเหตุการณ์แบบนาทีต่อนาที ดังนี้:
08:37 น. กรมแร่และธรณีวิทยาตรวจพบคลื่นการสั่นสะเทือน (ซึ่งต่อมา USGS ยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ดินถล่ม)
08:50 น. สถานีวัดน้ำโภเตโคซี-ชาบรูเบนซี หยุดการส่งสัญญาณ โดยระดับน้ำสุดท้ายบันทึกได้ที่ 9.62 เมตร ซึ่งเกินระดับวิกฤตที่ 9 เมตร
09:05 น. มวลน้ำป่าขนาดใหญ่ไหลเข้าสู่แม่น้ำโภเตโคซี ในเขตราสุวา ก่อนขยายวงกว้างลงสู่แม่น้ำตรีศูลีและพื้นที่ตอนล่าง
10:28 น. มวลน้ำเคลื่อนตัวถึงบริเวณธาดิง-การ์ชี
11:26 น. ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำฟุลค์เกินระดับเฝ้าระวัง และทะลุระดับวิกฤตในเวลา 11:53 น. ก่อนที่สถานีวัดน้ำและสะพานในบริเวณใกล้เคียงจะถูกน้ำพัดหายไป
13:00 น. มวลน้ำไหลผ่านเมืองมุกลิง
14:14 น. สถานีวัดน้ำกาลิโคลา บันทึกระดับน้ำสูงสุดได้ที่ 12.3 เมตร ซึ่งเกินระดับวิกฤต
15:20 น. มวลน้ำเดินทางถึงเขตเดฟกาต
จากการคำนวณในรายงาน พบว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเดฟกาตระหว่างเวลา 15:10 น. ถึง 19:00 น. มีจำนวนรวมสูงถึง 40.4 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเป็นปริมาณน้ำที่เกินกว่าเกณฑ์ปกติมากถึง 19.96 ล้านลูกบาศก์เมตร ซัดทำลายสะพานข้ามแม่น้ำอย่างน้อย 19 แห่ง รวมถึงระบบไฟฟ้าและเส้นทางคมนาคมเสียหายหนัก แม้ทางการเนปาลจะระบุว่ายังไม่มีสัญญาณน้ำท่วมซ้ำ แต่ ICIMOD เตือนว่าสายน้ำทางตอนบนยังคงมีเศษหินโคลนอุดตันอยู่ ซึ่งอาจเกิดการสะสมตัวของมวลน้ำและทะลักลงมาได้อีก จึงยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติซ้ำ
ที่มา: หงซิงนิวส์ และ สำนักข่าวซีซีทีวี

