AI กินไฟจนวิกฤต! บีบไอร์แลนด์ที่เคยแบนนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาดต้องคิดใหม่ เมื่อศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์กำลังสูบไฟฟ้าเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกาะติด AI กำลังกินไฟมหาศาลจนถึงขั้นบีบให้ประเทศที่เคยแบนนิวเคลียร์ต้องกลับมาคิดใหม่
รายงานล่าสุดชี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ในไอร์แลนด์กินไฟไปแล้วเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งประเทศ และกำลังจะพุ่งไปแตะเกือบ 1 ใน 3 ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ทั้งทวีปยุโรปกำลังจะใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์มากพอเลี้ยงบ้านเกือบ 33 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2030
ด้านนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ถึงกับออกปากขอให้ประชาชนเลิก "ตีตราปีศาจ" ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งแม้จะเปิดใจเรื่องนิวเคลียร์ แต่รัฐบาลก็ยอมรับตรงๆ ว่ากว่าจะใช้งานได้จริงต้องรอถึงยุคปี 2040
ในภาพรวม ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไอร์แลนด์กว่า 2.2 พันล้านยูโรต่อปี ซึ่งในขณะที่รัฐบาลยิ้มปลื้มกับตัวเลขเศรษฐกิจ แต่นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมกลับตอกกลับว่านี่คือการเอาใจสหรัฐฯ มากกว่าจะเป็นนโยบายพลังงานที่จำเป็น ด้านสหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าออกกฎบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเผยต้นทุนพลังงานที่แท้จริง แม้จะถูกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ล็อบบี้คัดค้านอย่างหนักก็ตาม
***จำใจทบทวน พลังงานนิวเคลียร์
ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่เคยผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์มาก่อน และถึงขั้นออกกฎหมายห้ามอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1999 โดยอ้างอิงประวัติศาสตร์อุบัติเหตุนิวเคลียร์ทั่วโลกเป็นเหตุผล แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อโฆษกกระทรวงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมของไอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ Euronews ว่าจำเป็นต้องพิจารณาทุกทางเลือกที่ช่วยลดคาร์บอนได้ในระยะยาว ขณะที่นายกรัฐมนตรี มีคาห์ล มาร์ติน เคยส่งสัญญาณเปิดใจต่อพลังงานนิวเคลียร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเลิกตีตราดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเป็นปีศาจที่ไม่มีความดีงามอยู่เลย
ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นเหมือนโรงงานคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เก็บและประมวลผลข้อมูลให้กับบริการออนไลน์ต่าง ๆ ตั้งแต่โซเชียลมีเดียไปจนถึงแชตบอต AI ยิ่งโมเดล AI ฉลาดและถูกใช้งานมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลหนักขึ้นเท่านั้น และนั่นหมายถึงการใช้ไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง
ตัวเลขจากสำนักงานสถิติกลางของไอร์แลนด์ระบุว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าไปแล้วราว 21-22% ของไฟฟ้าทั้งประเทศ และมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะพุ่งไปแตะ 31% ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 หากมองภาพรวมทั้งสหภาพยุโรป ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าไปแล้วประมาณ 70 เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 115 TWh ภายในปี 2030 ซึ่งเทียบเท่ากับไฟฟ้าที่ใช้เลี้ยงบ้านเรือนในยุโรปได้ถึง 32.9 ล้านหลังคาเรือนต่อปี
ในฐานะประเทศที่แบนนิวเคลียร์และอาจเปิดประตูอีกครั้ง รัฐบาลไอร์แลนด์ยืนยันว่ากลยุทธ์พลังงานระยะสั้นยังคงเน้นพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ทั้งพลังงานลมบนบก โซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ สายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งโครงการแรกของประเทศ เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ดำเนินการได้เร็วกว่า
ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นั้น ทางการไอร์แลนด์ยอมรับตรงไปตรงมาว่ากว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมให้ใช้งานได้จริงต้องใช้เวลาหลายปี แถมยังต้องสร้างระบบกำกับดูแลใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การก่อสร้าง การดำเนินงาน ไปจนถึงการรื้อถอนและจัดการกากกัมมันตรังสี ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐระบุว่านิวเคลียร์คงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าไอร์แลนด์ได้จริงอย่างเร็วที่สุดก็ช่วงทศวรรษ 2040 เท่านั้น
ปัจจุบันมีการศึกษาเทคโนโลยีลดคาร์บอนถึง 30 แบบ ซึ่งรวมนิวเคลียร์ไว้ด้วย โดยจะเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ระยะเวลาในการติดตั้ง และการยอมรับของประชาชน ทั้งหมดนี้ยังเชื่อมโยงกับอีกปัญหาใหญ่ นั่นคือค่าไฟฟ้าของไอร์แลนด์ที่แพงที่สุดในสหภาพยุโรป โดยแพงกว่าประเทศไซปรัสเพียงประเทศเดียว
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือข้อกฎหมาย ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส.ส. เจมส์ โอคอนเนอร์ จากพรรค Fianna Fáil ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการแบนนิวเคลียร์ จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงครั้งใหม่ในสภา
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกระทรวงวิสาหกิจ การท่องเที่ยว และการจ้างงาน ปีเตอร์ เบิร์ก จากพรรค Fine Gael ได้เปิดเผยผลการศึกษาเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระบุว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ไอร์แลนด์ปีละ 2.2 พันล้านยูโร และรองรับการจ้างงานถึง 19,500 ตำแหน่ง พร้อมประกาศนโยบายใหม่ "Large Energy User Plan" ที่บังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ทุกแห่งต้องผลิตพลังงานใช้เองในพื้นที่หรือใกล้เคียง โดย 80% ต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน
***เศรษฐกิจรุ่งเรือง แต่สิ่งแวดล้อมเสี่ยงย่ำแย่
แม้ภาครัฐและกลุ่มธุรกิจจะยกให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ แต่ภาคประชาชนกลับมองต่างมุม กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าทั้งเมือง และต้องใช้น้ำหล่อเย็นวันละหลายล้านลิตร ซึ่งหลายกรณีดึงน้ำมาจากชุมชนท้องถิ่นที่ประสบภัยแล้งอยู่แล้ว
ที่ปรึกษาด้านนโยบายจากเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไอร์แลนด์ถึงกับวิจารณ์ท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่าเป็นเพียง "การส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์" เพื่อเอาใจสหรัฐฯ ที่หนุนหลังอุตสาหกรรม AI มากกว่าจะเป็นแผนพลังงานที่จำเป็นจริง ๆ
ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แม้จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาลก็ตาม โจทย์สำคัญจึงเป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนอย่างเข้มงวด และเร่งใช้พลังงานสะอาดกับระบบหล่อเย็นที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปกำลังผลักดันกฎหมายใหม่ที่จะบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเผยต้นทุนด้านพลังงานที่แท้จริงและปรับลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2027 แม้ตอนนี้จะถูกกลุ่มล็อบบี้ยิสต์จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่คัดค้านอย่างหนักก็ตาม
สรุปแล้ว ภาวะ AI กินไฟมหาศาลที่บีบให้ต้องหันมาพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ นั้นไม่ใช่แค่ปัญหาของไอร์แลนด์ประเทศเดียว แต่สะท้อนภาพใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีการลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่ง AI เติบโตเร็วเท่าไร โจทย์เรื่อง "พลังงานจะมาจากไหน" และ "ใครต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม" ก็จะยิ่งกลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ไม่ต่างจากที่ไอร์แลนด์กำลังเจออยู่ในวันนี้.

