xs
xsm
sm
md
lg

ชาวบ้านโคราชซวย! นายทุนเช่าที่วัดทำโครงการขายแล้วผิดสัญญา คนซื้อรับกรรม ถูกหมายจับยกหมู่บ้าน 24 หลัง ติดคุกแล้ว 2 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวนครราชสีมา– ชาวบ้านโคราชเดือดร้อนหนัก ถูกหมายจับยกหมู่บ้าน 24 หลัง ถูกคุมตัวในเรือนจำแล้ว 2 ราย เหตุซื้อบ้านจากนายทุนที่เช่าที่ดินวัดมาสร้าง แต่นายทุนผิดสัญญาเช่าโดนวัดฟ้องขับไล่ ร้องสภาทนายความฯ ช่วย พร้อมยื่นต่อศาลขอนัดคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาไกล่เกลี่ย ชาวบ้านยืนยันพร้อมปฏิบัติตาคำสั่งศาล แต่หากเจรจาให้เช่าต่อโดยตรงได้ก็พร้อมอยู่ต่อ

วันนี้ ( 27 ส.ค.69) ที่ สำนักสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายพรเทพ เจริญพงศ์อนันต์ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยทีมทนายอาสา ได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้าน หมู่บ้านประวรรดา ตั้งอยู่ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เดือดร้อนหนัก หลังถูกดำเนินการขับไล่ออกจากพื้นที่และมีชาวบ้านรวม 24 รายถูกออกหมายจับ ไม่เคยรับรู้ว่ามีการฟ้องร้องระหว่างผู้เช่าที่ดินกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จนกระทั่งมาทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับ ด้านสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมาเตรียมส่งทีมทนายจิตอาสาช่วยเหลือ พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลขอไกล่เกลี่ย และขอขยายเวลาให้ชาวบ้านขนย้ายออกจากพื้นที่ ยืนยันหากสามารถเจรจาให้เช่าต่อได้ก็พร้อมอยู่ต่อ


นางปราณี ไปล่กระโทก อายุ 49 ปี ชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า วันนี้ตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านประวรรดาได้เดินทางเข้าพบสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หลังชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ถูกดำเนินการขับไล่ และมีผู้ถูกออกหมายจับจำนวน 24 ราย

นางปราณี กล่าวว่า ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาล หากสุดท้ายจำเป็นต้องออกจากพื้นที่ก็พร้อมขนย้าย แต่ปัญหาคือระยะเวลาที่ได้รับมีความกระชั้นชิด จึงต้องการให้สภาทนายความช่วยยื่นคำร้องขอขยายเวลา เพื่อให้แต่ละครอบครัวมีเวลาหาที่อยู่อาศัยใหม่และขนย้ายทรัพย์สินอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถเจรจาและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ต่อโดยตรง ชาวบ้านก็พร้อมที่จะอยู่ต่อ และพร้อมปรับปรุงบ้านพักอาศัยของแต่ละครอบครัวให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยขอให้มีการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน


สำหรับหมู่บ้านประวรรดา นางปราณีระบุว่า ตนเข้ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่ปี 2542 โดยพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งอาคารพาณิชย์และอาคารพักอาศัย ในอดีตมีประชาชนอาศัยอยู่เกือบเต็มพื้นที่ โดยอาคารพาณิชย์มีการซื้อขายกันในราคาหลายแสนบาท ส่วนตนซื้อบ้านมาในราคาประมาณ 500,000 บาท

นางปราณี เล่าต่อว่า ตั้งแต่เริ่มซื้อบ้าน ชาวบ้านทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ของวัดหัวสะพาน และนายประจักษ์ เป็นผู้เช่าพื้นที่เพื่อนำมาก่อสร้างบ้านและอาคาร ขายให้กับประชาชน โดยมีความเข้าใจจากข้อมูลที่ได้รับว่า สัญญาเช่ามีระยะเวลาประมาณ 30 ปี และเมื่อครบกำหนดแล้ว ชาวบ้านจะสามารถเช่าพื้นที่ต่อกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ได้ จึงทำให้แต่ละครอบครัวตัดสินใจซื้อบ้านและเข้ามาพักอาศัย

ปัญหาเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการฟ้องร้องเรื่องสัญญาเช่าระหว่างนายประจักษ์กับสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยชาวบ้านยืนยันว่าไม่ทราบว่านายประจักษ์มีปัญหาเรื่องการชำระค่าเช่า เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างผู้เช่ากับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ชาวบ้านเข้าใจเพียงว่าตนเองซื้อบ้านและชำระเงินตามข้อตกลง จึงไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบจากคดีดังกล่าว

นางปราณีกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสำรวจผู้พักอาศัยภายในหมู่บ้าน โดยสอบถามว่าแต่ละห้องมีใครพักอยู่ มีความประสงค์จะอยู่ต่อหรือจะขนย้ายออกเมื่อใด ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเพียงการสำรวจข้อมูล จึงไม่ได้คิดว่าจะนำข้อมูลดังกล่าวไปดำเนินการจนถึงขั้นมีการออกหมายจับ ตอนนั้นเขามาสำรวจว่าใครอยู่ห้องไหน ใครจะอยู่ต่อหรือจะย้ายออกเมื่อไหร่ ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นการสำรวจและแจ้งความประสงค์ ไม่ได้คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องคดี จนกระทั่งภายหลังจึงทราบว่ามีชาวบ้าน 24 รายถูกออกหมายจับ


ปัญหาเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีการฟ้องร้องเรื่องสัญญาเช่าระหว่างนายประจักษ์กับสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยชาวบ้านยืนยันว่าไม่ทราบว่านายประจักษ์มีปัญหาเรื่องการชำระค่าเช่า เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างผู้เช่ากับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ชาวบ้านเข้าใจเพียงว่าตนเองซื้อบ้านและชำระเงินตามข้อตกลง จึงไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบจากคดีดังกล่าว

นางปราณีกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสำรวจผู้พักอาศัยภายในหมู่บ้าน โดยสอบถามว่าแต่ละห้องมีใครพักอยู่ มีความประสงค์จะอยู่ต่อหรือจะขนย้ายออกเมื่อใด ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเพียงการสำรวจข้อมูล จึงไม่ได้คิดว่าจะนำข้อมูลดังกล่าวไปดำเนินการจนถึงขั้นมีการออกหมายจับ ตอนนั้นเขามาสำรวจว่าใครอยู่ห้องไหน ใครจะอยู่ต่อหรือจะย้ายออกเมื่อไหร่ ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นการสำรวจและแจ้งความประสงค์ ไม่ได้คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องคดี จนกระทั่งภายหลังจึงทราบว่ามีชาวบ้าน 24 รายถูกออกหมายจับ


ด้านนายพรเทพ เจริญพงศ์อนันต์ ประธานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่าชาวบ้านกลุ่มนี้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่นายประจักษ์ เป็นผู้เช่าและนำมาก่อสร้างบ้านเพื่อจำหน่าย โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ทราบว่าเป็นที่ดินของวัดหัวสะพาน แต่มีความเข้าใจว่าหลังครบกำหนดสัญญาแล้วจะสามารถเช่าพื้นที่ต่อได้

ต่อมานายประจักษ์ถูกฟ้องร้องในประเด็นผิดสัญญาเช่าและถูกดำเนินการขับไล่ ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้เป็นคู่ความในคดีตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้รับทราบรายละเอียดของการดำเนินคดี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี ชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ถูกถือเป็นบริวารของนายประจักษ์ ทำให้มีการออกหมายจับชาวบ้านจำนวน 24 ราย

จากจำนวนดังกล่าว มีชาวบ้านเดินทางไปติดต่อสอบถามและดำเนินการเกี่ยวกับคดีต่อศาลแล้ว 11 ราย โดย 9 รายได้รับการประกันตัว ขณะที่อีก 2 รายยังไม่ได้รับการประกันตัวและถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากไม่มีเงินสำหรับใช้เป็นหลักประกัน ซึ่งวงเงินประกันอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท

ทั้งนี้ สภาทนายความยินดีให้ความช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมาย โดยจะส่งทีมทนายความจิตอาสาเข้าไปพบผู้ที่ยังอยู่ในเรือนจำ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งทนายความ และเร่งยื่นคำร้องต่อศาล


นายพรเทพ กล่าวต่อว่า แนวทางหลังจากนี้จะเร่งดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้เบิกตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว และขอให้ศาลนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายมาเจรจาไกล่เกลี่ย โดยจะพยายามหาทางออกที่เหมาะสมให้กับชาวบ้าน ทั้งเรื่องการขอเช่าพื้นที่ต่อ หรือหากไม่สามารถเช่าต่อได้ ก็ขอให้ศาลพิจารณาขยายระยะเวลาในการขนย้าย ชาวบ้านไม่ได้บอกว่าจะไม่ออก หากคดีถึงที่สุดและต้องออกก็พร้อมปฏิบัติตาม แต่ขอให้มีระยะเวลาในการขนย้ายที่เหมาะสม เพราะหลายครอบครัวอยู่มานาน มีทรัพย์สินและไม่มีที่พักสำรอง หากสามารถเจรจาให้เช่าต่อได้ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้

ขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการในขณะนี้ไม่ใช่การขัดขืนคำสั่งศาล แต่ต้องการให้มีโอกาสเจรจาอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการขอเช่าพื้นที่ต่อโดยตรง หากไม่สามารถดำเนินการได้ก็ขอเวลาในการเตรียมตัวและขนย้าย เพื่อไม่ให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจากการต้องออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน