รฟท. เจรจา ซี.พี. ขอเดินรถ"แอร์พอรต์ เรล ลิงก์"ชั่วคราวไปก่อนหลัง 30 ก.ย.69 โดยให้ทำข้อเสนอ-เงื่อนไข-ระยะเวลา การเดินรถ ส่งกลับรฟท.ภายใน 4 ก.ย. 2569 ส่วนประเด็นโครงสร้างร่วมรถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 ยังไม่มีการหารือ
รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (27 ส.ค. 69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ได้มีการหารือร่วมกับ บริษัท เอเชียเอรา วัน จำกัด (ในเครือ ซี.พี.) ในฐานะคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ตามที่ได้รับมอบหมายจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หลังทาง ซี.พี.ได้ทำหนังสือฉบับที่ 2 ถึง รฟท.เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ยืนยันการใช้สิทธิ์สิ้นสุดสัญญาและยุติการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ วันที่ 30 ก.ย. 2569 ตามข้อตกลง MOU
แหล่งข่าวระบุว่า การเจรจาในวันนี้ (27 ส.ค.69) มีตัวแทน 3 ฝ่ายเข้าร่วมหารือประกอบด้วย รฟท. ซี.พี. และ EECO โดยเจรจาในประเด็นการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยขอให้ ซี.พี.เดินรถเป็นการชั่วคราวไปก่อนหลังจากมีกำหนดสิ้นสุดการดำเนินการ วันที่ 30 ก.ย. 2569 นี้ โดยให้ ซี.พี. ทำข้อเสนอ Proposal เกี่ยวกับเงื่อนไข ครอบคลุมทั้งเรื่องระยะเวลาที่สามารถเดินรถชั่วคราว ค่าใช้จ่าย และค่าดำเนินการต่างๆ และส่งกลับมาให้ รฟท.พิจารณาภายในวันที่ 4 ก.ย.2569นี้ ส่วนประเด็นอื่นๆ ทั้งพื้นที่ทับซ้อนโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการหารือถึงการขอยุติการเป็นคู่สัญญากันนั้น ยังไม่มีข้อหารือร่วมกัน
“วันนี้เจรจาเรื่องเร่งด่วนและกังวลที่สุดก่อนคือ เดินรถแอร์พอร์เรลลิงก์ อย่างไร จะต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรคและทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ เบื้องต้นคุยกันเข้าใจ ให้เวลา ซี.พี.ทำข้อเสนอกลับมาให้ รฟท.พิจารณา”
ด้านแหล่งข่าวจาก EECO กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังอยู่ในขั้นตอนที่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหารือร่วมกัน โดยยืนยันว่า ปัจจุบันทางฝ่าย ซี.พี.เป็นผู้ขอใช้สิทธิ์ตามสัญญาสัมปทานข้อ 6.2 ขอสิ้นสุดการเป็นคู่สัญญากับรัฐ โดยยกสาเหตุการไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่ทาง รฟท.ยังไม่ตอบรับการสิ้นสุดสัญญา
ทั้งนี้ หากมีปัญหาพิพาทกันระหว่างคู่สัญญา ตามเงื่อนไขที่ปรากฎในสัญญาระบุว่า ให้ทั้งสองฝ่ายหารือจนให้ได้ข้อยุติให้ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีข้อพิพาท หากไม่สามารถตกลงกันได้ จึงจะนำไปสู่การให้กระบวนการยุติธรรมโดยศาลปกครองเป็นผู้พิจารณาต่อไป

