xs
xsm
sm
md
lg

'ศาลฎีกา' ฝันร้ายระบอบน้ำเงิน ย้อนสถิติโดนกันถ้วนหน้า 'ภูมิใจไทย' ดิ้นทุกทางเอาตัวรอด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ภูมิใจไทยดิ้นหนัก หวั่นคดีฮั้ว ส.ว. ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ หลังสถิติชี้ ศาลฎีกาคือฝันร้ายที่เคยพิพากษาสมาชิกพรรคมาแล้วถ้วนหน้า ทำให้พรรคต้องดิ้นรนหาทางรอดทุกวิถีทาง

หากต้องการอ่านอาการของพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้ ให้ดูไปที่ท่าทีของ “ศุภชัย ใจสมุทร” มือกฎหมายของพรรคเป็นสำคัญ เพราะหลายจังหวะการเคลื่อนไหวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สบายใจของพรรคได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่คดีฮั้ว ส.ว. กำลังสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และหลักฐานจากไอลอว์ถูกนำออกมาเปิดเผยเป็นระยะ จนทำให้ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับขบวนการที่เชื่อมโยงมาถึงฝ่ายการเมืองถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้นอกเหนือไปจากคดีนี้จะจบอย่างไร คือ เหตุใดพรรคภูมิใจไทยจึงมีอาการดิ้นรนและไม่นิ่งมากขึ้นทุกขณะ

ที่ผ่านมา พรรคเลือกใช้ทั้งข้อกฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อจัดการกับฝ่ายที่ออกมาเปิดเผยหรือวิพากษ์วิจารณ์ แต่ดูเหมือนว่าลูกไม้ทางการเมืองในลักษณะนี้ไม่สามารถหยุดแรงกระเพื่อมได้ กลับกัน ยิ่งใช้กฎหมายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เรื่องถูกขยายความสนใจมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อวิธีเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล ภาพที่ตามมาจึงกลายเป็นอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือการพยายามวางตัวเองในฐานะ “พระเอกผู้น่าสงสาร” ถึงขั้นเปรียบตัวเองกับ “ไอ้ฟัก” ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าการต่อสู้ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนจากการรุกเป็นการตั้งรับมากขึ้นทุกที

แรงกดดันเช่นนี้อาจเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยคาดไม่ถึง เพราะที่ผ่านมาอาจเชื่อมั่นว่ากลไกทางการเมืองและเครือข่ายอำนาจที่มีอยู่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่การเมืองมีธรรมชาติอย่างหนึ่ง คือยิ่งอำนาจขยายตัวมากเท่าใด แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นก็อาจเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

กรณีคดีฮั้ว ส.ว. จึงกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะไม่ได้มีเพียงตัวคดี หากยังมีแรงกดดันจากสังคมและข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เครือข่ายที่เคยช่วยประคับประคองและแบกระบอบสีน้ำเงินมาตลอด ก็เริ่มถูกแรงกดดันจนต้องรับภาระหนักขึ้น โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

แน่นอนว่าอำนาจในการพิจารณาคดีเป็นอิสระของ กกต. และไม่ควรมีใครเข้าไปแทรกแซง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่คดีถูกเตะถ่วงมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ก็ย่อมกลายเป็นแรงกดดันที่ กกต. ต้องรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน เพราะท้ายที่สุด หากถูกมองว่าล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เรื่องอาจลุกลามไปถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของ กกต. ชุดเก่า ซึ่งอดีตกรรมการ กกต. 3 คน หรือที่ถูกเรียกว่า “3 หนา” เคยต้องเผชิญกับบทสรุปทางคดีที่ไม่สวยงาม ยิ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ กกต. ในปัจจุบันว่า คดีที่อยู่ในมือเริ่มจะเป็นของร้อนที่ถือกันไม่ไหวแล้ว เพราะเมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น การเป็นผู้ถือ “ของร้อน” ไว้ในมือเป็นเวลานาน ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเช่นกัน

นี่เองคือจุดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเริ่มอยู่ในภาวะซวนเซ เพราะหากคดีฮั้ว ส.ว. ถูกส่งไปถึงศาลฎีกา สิ่งที่พรรคต้องเผชิญอาจไม่ใช่เพียงแรงกดดันจากการเมืองรายวัน แต่คือกระบวนการทางกฎหมายที่มีเดิมพันสูง และเมื่อย้อนกลับไปดูประสบการณ์ของบุคคลจากพรรคที่เคยเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกา ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้พรรคต้องกังวล

กรณีของ 'ศุภชัย โพธิ์สุ' อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกพิพากษาในคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการถือครองที่ดินรัฐ จนนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญ

เช่นเดียวกับกรณีของนายฉลอง เทิดวีระพงศ์ อดีต สส.เขต 2 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย, นายภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต ส.ส.เขต 1 พัทลุง พรรคภูมิใจไทย และนางนาที รัชกิจประการ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในคดีเสียบบัตร ส.ส. แทนกัน ซึ่งนำไปสู่ทั้งประเด็นทางจริยธรรมและคดีอาญา รวมถึงกรณี 'สุวรรณา กุมภิโร' ส.ส.บึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี

ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงอาจอธิบายได้ว่า เหตุใดเมื่อศาลฎีกาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงออกอาการมากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่กำลังเผชิญอาจไม่ใช่เพียงวิกฤตทางการเมือง แต่คือความหวาดหวั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และยิ่งพยายามดิ้นรนมากเท่าไหร ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังหมดสภาพเข้าไปทุกที