รองประธานวุฒิสภา มองสถานการณ์ชายแดนใต้ซับซ้อน ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่มีข่าว แต่ต้องเปลี่ยนข่าวสู่การปฏิบัติ ย้ำข่าวกรองจากมวลชนแม่นยำที่สุด เปิดประสบการณ์ทำงานเกือบ 20 ปี เคยส่งสัญญาณก่อนเหตุ 4 ม.ค.47 แต่ผู้บริหารไม่เชื่อมั่น ห่วง “โรครัฐทำ” จากเดิมเกิดเฉพาะพื้นที่ชายแดนใต้ วันนี้ลามเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นทั่วประเทศ
วันที่ 27 ส.ค.พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อน โดยประเด็นสำคัญที่สุดคือ “งานด้านการข่าว” ซึ่งประชาคมข่าวกรองในพื้นที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และหน่วยข่าวอื่น ๆ ที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน
พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า เมื่อได้รับข่าวสารแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวล วิเคราะห์ และแปลงไปสู่การปฏิบัติ เพราะจุดนี้อาจเป็นช่องว่างสำคัญของการทำงาน โดยต้องใช้ยุทธวิธีป้องปรามควบคู่กัน ทั้งการลาดตระเวน การแสดงกำลัง รวมถึงกลยุทธ์ลับ ลวง พราง เพื่อบริหารและควบคุมพื้นที่
“ผู้ก่อเหตุจะกระทำก็ต่อเมื่อเป้าหมายชัด โอกาสมี และทางหนีพร้อม หากเป้าหมายพร้อมแต่เราไม่เปิดโอกาส ปิดรอยต่อ ทำให้เขาหนีไม่ได้ เขาก็ไม่ทำ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
เมื่อถามว่าการข่าวของฝ่ายรัฐยังมีจุดอ่อนหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การข่าวจากมวลชน” เพราะหากเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นกับประชาชน ก็จะมีโอกาสได้รับข่าวที่ชัดเจนและแม่นยำ สามารถนำไปวางแผนเพื่อยับยั้งการก่อเหตุและลดความรุนแรงได้
พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวถึงกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าฝ่ายรัฐได้รับข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้า แต่ยังขาดความแม่นยำว่า ปัญหาสำคัญคือเมื่อได้รับข่าวแล้ว สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่ พร้อมยืนยันว่าข่าวที่แม่นยำจำเป็นต้องมาจากมวลชน
อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ตนทำงานมวลชนในพื้นที่มาเกือบ 20 ปี และได้รับข้อมูลจำนวนมาก โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 เคยได้รับรายงานข่าวและรายงานต่อผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลานั้นผู้บริหารไม่เชื่อมั่นในงานข่าว กระทั่งเกิดเหตุความไม่สงบเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547
ส่วนกรณีมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร และข้อกล่าวอ้างว่ามีการยิงประชาชนจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยืนยันว่าในยุคที่ตนรับผิดชอบพื้นที่ “ไม่เคยใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติการ” เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้
พล.อ.เกรียงไกร ยังแสดงความกังวลต่อปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “โรครัฐทำ” ซึ่งหมายถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น สังคมบางส่วนจะตั้งข้อสงสัยว่ารัฐเป็นผู้กระทำไว้ก่อน โดยระบุว่า ในอดีตปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ปัจจุบันขยายตัวออกไปในวงกว้าง
“แต่ก่อนโรครัฐทำเกิดเฉพาะในพื้นที่ ปัจจุบันเกิดขึ้นทั้งประเทศ คือทุกอย่างรัฐทำหมด” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
สำหรับการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าจะกระทบต่อสถานการณ์ชายแดนใต้หรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า เป็นอำนาจและการตัดสินใจของรัฐบาล เชื่อว่าเป็นเรื่องของความเหมาะสมและการบริหารบุคลากร เพื่อทำให้หน่วยงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
เมื่อถามว่า หลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ดูถี่ขึ้น และบุคคลที่รัฐบาลแต่งตั้งเข้าไปทำหน้าที่มีความเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ผู้บริหารคงพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน พร้อมย้ำว่าไม่ขอก้าวล่วงการตัดสินใจของรัฐบาล

