การประชุมบอร์ดกลั่นกรองสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ความยุ่งยากมากความในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการภายในทุ่งปทุมวันกำลังทุเลาเบาบางลงไป
รายชื่อนายพลตำรวจ ที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย วาระ ประจำปี 2569 รวม 163 ตำแหน่ง จะว่าไป ก็พูดได้ไม่เต็มปาก ว่า “สมหวังดั่งใจ กันทุกคน” แต่ต้องยอมรับ เรื่องความโกลาหลนั้น จางหาย คลี่คลาย ลงไปแยะ
ต่างจากโผทหารโดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก (ทบ.) ประจำปี 2569 ที่ตอนนี้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายสนาม บอร์ดกลาโหมรอเคาะส่งไม้ต่อจาก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.
ที่แว่วว่า วันที่ 28 สิงหาคม คือวันพรุ่งนี้ ต้องรับหน้าที่สะบัดปากกาลงนาม ก่อนมอบให้นายกรัฐมนตรี นำรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
สิ่งที่ชี้ชัดให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างโผนายพลตำรวจ กับ โผนายพลทหารบก วาระ 2569 นี้ มีอยู่หลายปัจจัย โดยเฉพาะความวุ่นวายในปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ซึ่งปัญหายังคงอยู่ ต้องระวังป้องกัน ในอาณาเขตคาบเกี่ยวกันทั้งพื้นที่ กองทัพภาคที่ 1 และ กองทัพภาคที่ 2
ไหนจะปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับชนกลุ่มน้อย ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ที่ย้ายรกรากไปๆ มาๆ อยู่ที่ทั้งตะเข็บชายแดน กัมพูชา พม่า ลาว ตลอดจนสามเหลี่ยมทองคำ
เรื่องเหล่านี้นั้นทั้ง กองทัพภาคที่ 2 และ กองทัพภาคที่ 3 ก็ยังคาราคาซัง ปั่นกันจนหัวหมุนอยู่
มาดูที่ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งที่ผ่านมา พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ไว้วางใจให้ “บิ๊กยูร”พลโท นรธิป โพยนอก เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 / จปร.37 ซึ่งอันที่จริงเป็นสิงห์ภาคอีสานจากกองทัพภาคที่ 2
ได้รับโอกาสข้ามห้วยไปนั่งเป็นเสือแดนใต้ ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 แม้จะไม่มีหลักเกณฑ์ใดในระเบียบการแต่งตั้งโยกย้ายห้ามเอาไว้ แต่การที่ พลโท นรธิป พลิกโผ มาเติบโตในพื้นที่ล่อแหลม
โดยเฉพาะต้องเปลี่ยนหน้างาน เปลี่ยนแผ่นดินที่ตนเองเชี่ยวชาญ มาบริหารจัดการปัญหาไฟใต้ ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนลักษณะนี้
ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครในพื้นที่ ต่างส่งเสียงประสานกัน ว่า มันขัดหลักธรรมเนียมปฏิบัติของนักรบที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา
ถ้าจะไล่เรียง ตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ดำรงตำแหน่งมาในอดีต ล้วนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ ชำนาญ ในพื้นที่รับผิดชอบหรือจะเรียก “ลูกหม้อ” ของกองทัพภาคที่ 4 เลยก็ว่าได้
เริ่มตั้งแต่ พลเอก พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์, พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์, พลเอก ศานติ ศกุนตนาค, พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ฯลฯ
เมื่อ พลโท นรธิป มานั่งบริหารราชการในฐานะ แม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นับได้รวม 11 เดือน กลับมีนโยบายลุยปะฉะดะ สวนทางกับความพยายามของผู้บริหารยุคก่อน ที่ใช้ ยุทธวิธีปราบปรามควบคู่การเจรจา
จนเกิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามใช้รูปแบบการทำงานมาโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง ประเด็นการใช้เฮลิคอปเตอร์ บินตรวจการณ์กดดันเชิงรุกในพื้นที่ผู้บริสุทธิ์
การใช้กฎอัยการศึกบุกเข้าพิสูจน์ทราบตัวผู้ต้องสงสัยในลักษณะพร่ำเพรื่อ เรื่องนี้เป็นที่โจษจัน กันว่า โดนกันถ้วนหน้าทั้งฝ่ายข้าศึก และฝ่ายที่สนับสนุนฝั่งเรา
เมื่อมวลชนที่อุตส่าห์กล่อมเกลาจนเป็นพรรคเป็นพวกได้ กลับกลายเป็นไม่ไว้วางใจกันอีกต่อไป ทำให้การข่าวที่เคยเข้มแข็ง ขาดไปซึ่งความเฉียบคม
ไฟใต้จึงระอุ ลั่นระงม เกิดเหตุร้ายในรูปแบบสะเทือนขวัญ สั่นความมั่นคง อาทิ กรณีคนร้ายขว้างไปป์บอมบ์ ระดมยิงใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ฝ่ายเราเสียทหารพราน ไป 5 นาย
และกรณีล่าสุด เมื่อมีกระแสข่าวออกมา ว่า พลโท นรธิป จะนั่งบริหารราชการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 อีกต่อไป
เกิดเหตุป่วนเมืองแบบดาวกระจาย ในพื้นที่ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และบางส่วนของสงขลา พร้อมกัน 75 จุด เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา
มีทั้งการวางระเบิด เผาเทศบาล เผารถดับเพลิง เผากล้องวงจรปิด เผาเสาสัญญาณโทรศัพท์ วางเพลิงร้านสะดวกซื้อ โปรยตะปูเรือใบ ฯลฯ
เหตุความไม่สงบเหล่านี้ถือเป็นเรื่องท้าทายความเข้มแข็งของอำนาจรัฐ
การจัดวางแม่ทัพภาคที่ 4 ตามธรรมเนียม ก่อนหน้าที่ พลโท นรธิป จะข้ามห้วยมา ถ้าเอาแบบไม่เชียร์ใคร ก็มีรายชื่อผู้ที่เหมาะสมมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกหม้อจ๋าๆ ในพื้นที่ อย่าง “บิ๊กอ้วน” พลโท วรเดช เดชรักษา และ “บิ๊กเขียว” พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานเติบโตในพื้นที่มาโดยตลอด
หรือต้องการบริหารงานตามแผน แบบฉบับนักรบพิเศษตัวยง ใส่ไข่ 2 ฟอง ก็ “รองคิ้ว” พลตรี ชาคริต อุจะรัตน
ท้ายที่สุดต้องวัดใจ “บิ๊กปู” พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ที่ต้องเร่งทำการบ้าน ส่งรายชื่อให้ถึงมือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
จะอุ้มเพื่อนให้อยู่ต่อเป็นสายล่อฟ้า หรือเปิดโอกาสให้คนทำงานในพื้นที่จริงได้มีโอกาสรับไม้แก้ไขปัญหาต่อไป จับตาดูได้ในวันที่ 28 สิงหาคม นี้.

