ผอ.JIC จัดหนักเขมร ประท้วงไทยพร่ำเพรื่อ ล่าสุดอ้าง “อนุทิน” ไปช่องอานม้า เข้าไปในดินแดนกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซัดกลับเขมรตัดสินเขตแดนฝ่ายเดียวได้เลยหรือ? ไม่งั้นจะมีกลไลเจรจาไว้ทำไม เตือนอย่าคิดว่าพูดซ้ำๆ แล้วจะทำให้กลายเป็นเส้นเขตแดนจริงโดยอัตโนมัติ จี้เลิกใช้สื่อแทนโต๊ะเจรจา ให้กลไกทวิภาคีได้ทำงาน
จากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้ทำหนังสือประท้วงไทย กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย ไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่เนิน 500 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 โดยอ้างว่าเป็นการเดินทางเข้าไปในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และเรียกการเดินทางครั้งนี้ว่า unauthorised visit นั้น พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (JIC) กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องถามกลับว่า ใครเป็นผู้ให้อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตัดสินเขตแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว?
การที่กัมพูชาเขียนในแถลงการณ์ว่าพื้นที่นั้นเป็นดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา เป็นข้อกล่าวอ้างของกัมพูชา แต่การกล่าวซ้ำ ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดนโดยอัตโนมัติ
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง การเดินทางดังกล่าวไม่ใช่การปักหลักเขต ไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลงไป
“การเยี่ยมกำลังพลไม่ใช่การปักปันเขตแดน และคำว่า unauthorised ที่ฝ่ายหนึ่งเขียนขึ้นเอง ก็ไม่ใช่คำตัดสินเรื่องอธิปไตยครับ”
ส่วนการที่กัมพูชายืนยันว่ามีแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 รองรับ และบอกว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดและปักปันไว้แล้ว ไทยกำลังปฏิเสธแผนที่หรือไม่ นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือเอกสารใด โดยไม่มีเหตุผล แต่เราปฏิเสธการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หยิบหลักฐานเพียงส่วนหนึ่งขึ้นมาแล้วประกาศผลเรื่องเขตแดนแทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงกัน ถ้ามีความเห็นต่าง เรามี JBC มีผู้เชี่ยวชาญ มีเอกสาร มีหลักฐาน และมีกระบวนการสำรวจและปักปันที่ต้องดำเนินการร่วมกัน
ส่วนการที่กัมพูชาอ้างข้อ 1 ของถ้อยแถลงร่วม GBC วันที่ 27 ธันวาคม 2568 และกล่าวหาว่าการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไทยเป็นการยั่วยุที่อาจเพิ่มความตึงเครียด ไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยยึดถือถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และต้องการให้ทุกฝ่ายอ่านและปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อความที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน ถ้อยแถลงกำหนดด้วยว่าให้สองฝ่ายคงกำลัง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘การยั่วยุ’ กับ ‘การปฏิบัติหน้าที่’
การตรวจเยี่ยมกำลังพล การรับฟังสถานการณ์ และการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ได้เท่ากับการเปิดฉากใช้กำลัง ไม่ได้เท่ากับการเปลี่ยนแปลงเขตแดน และไม่ได้หมายความว่าไทยต้องสละสิทธิในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของเรา
“ที่สำคัญ หากเราจะอ้างถ้อยแถลงร่วม ก็ควรใช้ถ้อยแถลงร่วมนั้นเพื่อลดความตึงเครียด ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างข้อกล่าวหาใหม่ ไทยพร้อมรักษาข้อตกลง และเราก็คาดหวังให้กัมพูชาปฏิบัติเช่นเดียวกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ส่วนกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองอย่างผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่เหล่านี้ ผอ.JIC กล่าวว่า “คำว่า ‘ยึดครอง’ เป็นคำที่มีน้ำหนักมาก และไม่ควรนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างภาพทางการเมืองหรือสงครามข้อมูล
ถ้าฝ่ายหนึ่งสามารถประกาศเองว่า ‘นี่คือดินแดนของฉัน’ แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ผู้ยึดครอง’ ได้ทันที กลไกการเจรจาทวิภาคีอย่าง JBC รวมถึงกระบวนการสำรวจร่วมที่เราตกลงกันไว้ ก็คงไม่อาจทำหน้าที่แก้ไขความเห็นต่างได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องเขตแดนต้องพิสูจน์ด้วย ข้อเท็จจริง หลักฐาน กฎหมาย และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่คำกล่าวหาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ
ประเทศไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็จะไม่ยอมให้การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเหตุผลบังคับให้ไทยละทิ้งหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประเทศ
“หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ นำเข้าสู่ JBC ครับ นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด อย่าใช้สื่อแทนโต๊ะเจรจา อย่าใช้แถลงการณ์แทนหลักเขตแดน และอย่าใช้คำว่า ‘รุกราน’ เพื่อสร้างข้อสรุปก่อนที่กระบวนการเรื่องเขตแดนจะได้ทำงาน
“ประเทศไทยไม่ต้องการดินแดนของใคร แต่ประเทศไทยก็จะไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวให้กลายเป็นข้อเท็จจริง เราพร้อมคุย พร้อมพิสูจน์ด้วยหลักฐาน และพร้อมรักษาสันติภาพ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเคารพซึ่งกันและกันครับ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ขณะเดียวกันในวันนี้(26 ส.ค.) ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้เคารพถ้อยแถลงร่วมฯ หยุดอ้างฝ่ายที่สาม และสร้างบรรยากาศให้กลไก JBC ทำงาน มีเนื้อหาดังนี้
ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ชี้แจงกรณีกัมพูชากล่าวหาไทยในประเด็นเขตแดนอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการสื่อสารในลักษณะดังกล่าวไม่ส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหา และขอให้ทุกฝ่ายกลับมายึดมั่นในกลไกที่ตกลงร่วมกันไว้ และเน้นย้ำประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การบิดเบือนลำดับเหตุการณ์ไม่เกิดประโยชน์
ไทยไม่มีนโยบายใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน การดำเนินการของไทย เป็นการป้องกันตนเองและคุ้มครองพลเรือนจากภัยคุกคาม (เช่น การถูกโจมตีด้วยอาวุธหนักก่อนหน้านี้) การพยายามเล่าเรื่องใหม่โดยตัดทอนเหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุ แล้วกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้รุกราน นอกจากจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแล้ว ยังไม่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย การพิจารณาเหตุการณ์ต้องมองภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่เริ่มบันทึกประวัติศาสตร์เฉพาะวันที่ไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง
2. การให้เกียรติคณะ AOT และฝ่ายที่สาม โดยต้องไม่นำมาใช้เป็นเครื่องมืออ้างสิทธิ์การพบเห็นสิ่งปลูกสร้าง ตู้คอนเทนเนอร์ หรือลวดหนาม เป็นเพียงการยืนยันข้อเท็จจริงทางกายภาพ ไม่ใช่หลักฐานในการตัดสินเขตแดน ไทยมีความโปร่งใสและพร้อมอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ตลอดจนกลุ่มบุคคลที่สาม แต่กัมพูชาไม่ควรฉวยโอกาสนำการลงพื้นที่ของคณะ AOT หรือการสังเกตการณ์ของตัวแทนต่างชาติ มาตีความเพื่อรับรองข้อเรียกร้องทางอธิปไตยของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ไทยหลีกเลี่ยงการกระทำลักษณะนี้มาโดยตลอด เพราะเราให้เกียรติคณะทำงานของ AOT และฝ่ายที่สาม รวมถึงเคารพในแนวทางของถ้อยแถลงร่วมฯ (Joint Statement)อย่างแท้จริง
3. เคารพถ้อยแถลงร่วมฯ และสร้างบรรยากาศให้กลไกทวิภาคีทำงานได้ตามปกติ การกระทำของกัมพูชาที่พยายามสร้างข้อเท็จจริงใหม่ในพื้นที่ ถือเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วมฯ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่เน้นย้ำให้คงกำลังไว้ ณ ที่ตั้งเดิมและหลีกเลี่ยงการยั่วยุ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเจรจา เพื่อให้กลไกที่มีอยู่ทำงานได้อย่างราบรื่น
“ไทยพร้อมที่จะแก้ไขข้อแตกต่างด้วยสันติวิธีและกลไกที่เห็นชอบร่วมกัน ขอให้ลดการกล่าวหามุ่งปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด และเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนในภาพรวม สร้างบรรยากาศให้กลไก JBC ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่”

