ปักกิ่งส่งเสียงเตือนไปยังสหรัฐฯในวันอังคาร(25ส.ค.) ว่าจะตอบโต้แก้แค้น ถ้าวอชิงตันขยายวงยุทธการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดดเดี่ยวอิหร่าน เล่นงานบริษัททั้งหลายของจีน คำขู่ที่โหมกระพือความเป็นไปได้ของการเปิดแนวรบใหม่ในความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
คำเตือนของจีนมีขึ้นหลังจาก สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์(24ส.ค.) แถลงมาตรการที่มีเป้าหมายโดดเดี่ยวอิหร่านเพิ่มเติม และขู่ประเทศต่างๆที่ยังคงทำทำธุรกิจค้าขายกับเตหะราน ว่าจะถูกกีดกันออกจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานว่าปักกิ่งได้ส่งเสียงเตือนต่อการขยายมาตรการคว่ำบาตรรองต่อธุรกิจจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่ง บอกว่าปักกิ่งจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
โฆษกรายนี้เน้นย้ำว่าจีนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรแต่เพียงฝ่ายเดียว ที่กำหนดขึ้นโดยปราศจากอาณัติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ลดความตึงเครียดและกลับสู่การเจรจาคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทม์ส
แพ็คเกจใหม่ของวอชิงตัน เป็นการคว่ำบาตรบุคคล บริษัทและเรือ รวมแล้ว 60 ราย/แห่ง/ลำ ในนั้นรวมถึงองค์กรต่างๆที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เล่นงานธนาคารรายใหญ่ของจีนหลายแห่งที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกแก่การค้าน้ำมันอิหร่าน
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถาบันการเงินของจีนเมื่อวันจันทร์(24ส.ค.) เบสเซนต์ กล่าวว่าไม่มีใครอยู่ไกลเกินเอื้อมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ แต่เขาไม่ได้เจาะจงว่าประเทศไหนหรือสถาบันใดที่อาจถูกลงโทษเพิ่มเติม หรือเมื่อไหร่มาตรการคว่ำบาตรจะมีผลบังคับใช้
แนวโน้มของมาตรการคว่ำบาตรเล่นงานบริษัทต่างๆของจีน เป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง สืบเนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านรายใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จีน ซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่าน คิดเป็นสัดส่วนถึงราวๆ 90% ส่วนใหญ่เป็นการซื้อผ่านโรงกลั่นเอกชนขนาดเล็กที่เรียกว่า Teapot Refinery ขณะที่บรรดาโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีรัฐเป็นเจ้าของ โดยทั่วไปแล้วหลีกเลี่ยงน้ำมันดิบของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตร ปล่อยให้โรงกลั่นเอกชนเดินหน้าซื้อน้ำมันดิบอิหร่านต่อไป
อย่างไรก็ตามการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีนได้ลดลงอย่างมาก นับตั้งแต่สหรัฐฯกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
มาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างๆอาจก่อความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าที่มีการคาดหมายกันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหัฐฯ จะพบปะกับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในวอชิงตัน
คาดหมายว่าผู้นำทั้ง 2 จะพูดคุยกันเกี่ยวกับข้อตกลงพักรบทางการค้าอันเปราะบางเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้แล้วปักกิ่งยังได้จัดทำกรอบกฎหมายที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้สามารถตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทจีนได้
เดิมพันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นผู้ครองตลาดการจัดหาแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดที่ผู้ผลิตและอุตสาหกรรมไฮเทคของสหรัฐฯจำเป็นต้องใช้ การจำกัดการส่งออกก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของปักกิ่งในการใช้ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญๆเป็นเครื่องมืองัดข้อในประเด็นพิพาททางการค้า
หวัง ตง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง บอกกับไฟแนนเชียลไทม์ส ยังไม่ชัดเจนว่าคำขู่คว่ำบาตรรองของวอชิงตัน มีเจตนาหลักๆคือเพื่อกดดันหรือจะแปรเปลี่ยนสู่มาตรการอย่างครอบคลุมเล่นงานจีน แต่เขาเชื่อว่าปักกิ่งจะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ถ้าธุรกิจและองค์กรต่างๆของจีนถูกเล่นงาน
อย่างไรก็ตามขณะเดียวกัน จีนกำลังพยายามป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานในตะวันออกกลางมากไปกว่าที่เป็นอยู่
แม้น้ำมันดิบอิหร่านมีความสำคัญกับจีน แต่ปักกิ่งก็พึ่งพิงน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียและอิรักเป็นอย่างมากเช่นกัน ทำให้ความปั่นป่วนที่ลากยาวใดๆในด้านการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะก่อความกังวลทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
จูเฟิง นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยหนานจิง บอกกับไฟแนนเชียลไทม์ส ว่าปักกิ่งไม่ต้องการเข้าไปพัวพันโดยตรงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่เริ่มมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากความปั่นป่วนในอ่าวเปอร์เซีย และสารของจีนที่ส่งถึงเตหะรานคือ ควรเดินหน้าเจรจาต่อไป
(ที่มา:ไฟแนนเชียลไทม์ส/มิดเดิลอีสต์อาย)

