ตำรวจไซเบอร์รวบแก๊งให้เช่าบัญชี ถอนเงินแลกเปอร์เซ็นต์ เหยื่อครูสาวถูกหลอกเทรดหุ้นน้ำมัน สูญ 2.45 ล้าน พบเชื่อมโยง 9 คดี เสียหายกว่า 7.5 ล้าน
ตำรวจไซเบอร์ขยายผลจับกุมเครือข่ายให้เช่าบัญชีธนาคารและรับจ้างถอนเงิน หลังครูสาวตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุนเทรดหุ้นน้ำมันผ่าน TikTok สูญเงินกว่า 2.45 ล้านบาท ตรวจสอบพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงอีก 9 คดี ความเสียหายรวมกว่า 7.5 ล้านบาท จับผู้ต้องหาแล้ว 2 ราย พร้อมมีผู้เข้าพบพนักงานสอบสวนรับทราบข้อกล่าวหาอีก 2 ราย
คดีนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายหญิงอาชีพข้าราชการครูรายหนึ่งใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok และพบคอนเทนต์เกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นน้ำมัน โดยมีผู้ใช้งานหลายรายเข้ามาแสดงความคิดเห็นพูดคุยถึงผลกำไรจากการลงทุน ทำให้ผู้เสียหายเกิดความสนใจ
ต่อมามีผู้ใช้บัญชี TikTok ติดต่อเข้ามาชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะมี “ครูผู้สอน” คอยแนะนำการเทรดในแต่ละครั้ง และหากได้กำไรจะต้องแบ่งให้ครูผู้สอน 30 เปอร์เซ็นต์ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงตกลงเข้าร่วม ก่อนถูกเชิญเข้าไปในกลุ่มไลน์ชื่อ “ซื้อขาย น้ำมัน BP” และให้ลงทะเบียนพร้อมทำตามขั้นตอนที่แอดมินกำหนด
หลังจากนั้นมีบุคคลอ้างเป็นครูผู้สอนคอยแนะนำวิธีการเทรด โดยกำชับให้ผู้เสียหายบันทึกภาพหน้าจอการทำรายการส่งไปให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายจึงเริ่มลงทุนครั้งแรก 5,000 บาท เมื่อทำตามขั้นตอนครบถ้วน ระบบแสดงยอดเงินเพิ่มเป็น 6,500 บาท และสามารถถอนกำไร 1,500 บาทออกมาได้จริง
เมื่อเห็นว่าสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อมั่นและลงทุนเพิ่มครั้งที่สองจำนวน 50,000 บาท โดยระบบแสดงยอดเงินเป็น 63,500 บาท และสามารถถอนกำไร 13,500 บาทออกมาได้จริง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่ออย่างสนิทใจ ก่อนโอนเงินลงทุนเพิ่มอีกหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อยอดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อีก ส่งผลให้ผู้เสียหายสูญเงินรวมทั้งสิ้น 2,450,000 บาท
ภายหลัง พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สมพร บุตรวงศ์ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบแจ้งความออนไลน์ พบว่าคดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นอีก 9 คดีในหลายพื้นที่ มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,500,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 และขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องหลายราย
ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้ 2 ราย ได้แก่
1. นางสาวสุจริตรา อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.428/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2569 จับกุมได้ในพื้นที่ จ.หนองคาย
2. นายเดวิท อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ จ.426/2569 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2569 จับกุมได้ในพื้นที่ จ.อุดรธานี
นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาในขบวนการอีก 2 ราย ได้แก่ นายสมพร อายุ 38 ปี และ น.ส.สุกัญญา อายุ 45 ปี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาบางรายให้การว่า พบโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กประกาศรับเช่าบัญชีธนาคารทั้งแบบรายสัปดาห์และรายเดือน โดยเสนอค่าตอบแทนสูง และจ่ายค่าจ้างประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี จึงตัดสินใจนำบัญชีของตนไปรับโอนเงินจากขบวนการดังกล่าว
ผู้ต้องหาระบุว่า รับโอนเงินประมาณ 4-5 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 2,000,000 บาท เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีจะไปถอนเป็นเงินสดจากธนาคาร ก่อนนำเงินไปวางตามจุดต่าง ๆ ตามคำสั่งของขบวนการ และได้รับค่าจ้างกลับมาครั้งละประมาณ 10,000-20,000 บาท
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน รวมถึงการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และข้อหาเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น
ด้าน พ.ต.อ.อดิชาต ฝากเตือนประชาชนว่า การรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือให้ผู้อื่นเช่าบัญชี โดยยินยอมให้นำบัญชีไปใช้รับโอนเงิน แม้เจ้าของบัญชีจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือหลอกลวงผู้เสียหายโดยตรง ก็อาจเข้าข่ายความผิด หากมีพฤติการณ์เป็นบัญชีม้าหรือรู้หรือควรรู้ว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรม
เจ้าของบัญชีอาจถูกตรวจสอบและอายัดบัญชี รวมถึงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวง โดยตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 การเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีในลักษณะดังกล่าว มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

