ไทยเร่งต่อจิ๊กซอว์ National Data Center and Cloud ยกระดับ GDCC-NT รองรับ Cloud และ AI เป้าหมายไม่ใช่แค่รับลงทุน 'Data Center' แต่ต้องดึงเทคโนโลยีและมูลค่าเศรษฐกิจไว้ในประเทศ
ไทยกำลังวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด "National Data Center and Cloud" โดยมีเป้าหมายขยับบทบาทประเทศจากฐานที่ตั้งศูนย์ข้อมูลของผู้เล่นต่างชาติ ไปสู่ศูนย์กลาง Cloud, Data และ AI ของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในภูมิภาคที่ต่างเร่งดึงเม็ดเงินลงทุนจาก Hyperscaler และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วางกรอบว่า การเพิ่มจำนวน Data Center เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไทยต้องการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกจำเป็นต้องเชื่อมต่อกันเป็นระบบ พร้อมต่อยอดไปสู่บริการ Cloud การประมวลผล AI และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
หนึ่งในฐานสำคัญของแผนดังกล่าวคือ Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC ซึ่งปัจจุบันรองรับระบบงานภาครัฐกว่า 4,000 ระบบ ตั้งแต่งานด้านเกษตร สาธารณสุข การศึกษา ไปจนถึงงานวิจัย โดยกระทรวงดีอีเตรียมยกระดับไปสู่ National Cloud และรวมศูนย์การจัดหาทรัพยากร Cloud เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ ทั้งยังตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาครัฐได้ไม่น้อยกว่า 30% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,134 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กำลังศึกษาการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ที่มีอยู่ให้ทำหน้าที่เป็น National Data Center อย่างเป็นทางการ โดยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ในฐานะประธานกรรมการ NT เห็นว่าการกำหนดบทบาทระดับชาติให้ชัดเจน จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของ NT ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในภาวะลังเล สามารถเดินหน้าได้บนกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวจะเปลี่ยนบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานที่เดิมเน้นการจัดเก็บข้อมูลและงานระบบส่วนหลัง หรือ Back-office Storage ให้รองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงมากขึ้น โดยเฉพาะ GPU Clusters สำหรับงาน AI รวมถึงการปรับปรุงอาคารและศูนย์ข้อมูลเดิมให้ได้มาตรฐานสากล แทนการลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุนและลดระยะเวลาในการนำระบบมาใช้งาน
เบื้องต้น NT คาดว่าจะสรุปผลศึกษาความคุ้มค่าและแผนการเปลี่ยนผ่านได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2569 พร้อมกำหนดกรอบดำเนินงานให้ชัดเจนภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้แนวคิด National Data Center ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นศูนย์ข้อมูลของภาครัฐ แต่ถูกวางบทบาทให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศสำหรับทั้งการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และระบบเศรษฐกิจ AI
ในภาพที่กว้างขึ้น National Data Center and Cloud จะครอบคลุมตั้งแต่ Data Center, Cloud, โครงข่ายโทรคมนาคม GPU สำหรับ AI ไปจนถึง Big Data Platform และซอฟต์แวร์ เนื่องจากการแข่งขันในยุค AI ไม่ได้วัดกันเพียงพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล แต่รวมถึงกำลังประมวลผลที่สามารถนำข้อมูลมาพัฒนาบริการ ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมภายในประเทศ
กระทรวงดีอีจึงต้องการให้ไทยก้าวจากการเป็นฐานลงทุนของ Hyperscaler ไปสู่การมีโครงสร้างพื้นฐานในลักษณะ "AI Factory" ซึ่งสามารถนำกำลังประมวลผลมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตาม การมี Data Center เพิ่มขึ้นจำนวนมากไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าไทยจะได้ครอบครองมูลค่าจากเศรษฐกิจดิจิทัล หากแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี โมเดล AI และทรัพย์สินทางปัญญาสำคัญยังอยู่ในมือบริษัทต่างชาติ
ด้วยเหตุนี้ การร่วมลงทุนกับพันธมิตรจึงต้องพิจารณามากกว่ามูลค่าเงินลงทุน โดยไทยไม่จำเป็นต้องสร้าง Cloud เพื่อแข่งขันกับ Hyperscaler ในทุกด้าน แต่จำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง การกำหนดมาตรฐานและกติกา ไปจนถึงการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนใน Supply Chain
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ การลงทุนดังกล่าวจะเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด บุคลากรไทยจะได้รับการยกระดับทักษะหรือไม่ ธุรกิจในประเทศสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้แค่ไหน รวมถึงกำลังประมวลผลที่ตั้งอยู่ในไทยจะถูกนำไปสร้างบริการและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากเพียงใด เพราะหากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ไทยอาจได้รับประโยชน์หลักเพียงจากการเป็นพื้นที่ตั้ง Data Center ขณะที่มูลค่าสูงของธุรกิจยังไหลกลับไปต่างประเทศ
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำของ Data Center โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 14 ส.ค.69 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพัฒนากิจกรรมศูนย์ข้อมูล พ.ศ. 2569 เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา มาตรฐานอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน ตลอดจนการบริหารผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันพื้นที่นอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีศักยภาพด้านกำลังไฟฟ้าคงเหลือรองรับได้อีกราว 4,000-5,000 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ Data Center ใหม่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันของไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลหรือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ราคาพลังงาน และความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่ไม่ได้สร้างการจ้างงานโดยตรงในจำนวนมาก โดยมีการประเมินว่าศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งอาจมีการจ้างงานตรงประมาณ 30-50 ตำแหน่ง ทำให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถวัดจากตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเพียงด้านเดียว
ดังนั้น หากไทยต้องการเปลี่ยนกระแสการลงทุน Data Center ให้เป็นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง National Data Center and Cloud จำเป็นต้องทำหน้าที่มากกว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเก็บข้อมูล แต่ต้องเชื่อมข้อมูล กำลังประมวลผล บุคลากร และผู้ประกอบการไทยเข้าด้วยกัน เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาสามารถสร้างเทคโนโลยี บริการ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ในระยะยาว

