xs
xsm
sm
md
lg

เปิดหลักเกณฑ์สร้างสันติสุข นิรโทษกรรมคดีชุมนุม ความผิด 112 ไม่เข้าข่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เดินหน้าสร้างสันติสุข เปิดเกณฑ์นิรโทษกรรมคดีชุมนุมการเมือง ล้างมลทินผู้เห็นต่างย้อนหลัง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2568 โดยคณะกรรมการจะวินิจฉัยเป็นรายกรณี ยกเว้นความผิดมาตรา 112 คดีทุจริต และคดีที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

การประกาศใช้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ถือเป็นการเปิดกลไกทางกฎหมายเพื่อจัดการคดีที่มีต้นเหตุจากความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยผู้ที่อยู่ในข่ายไม่ได้เพียงพ้นจากความรับผิดทางอาญา แต่ในบางกรณียังรวมถึงการยุติคดี การปล่อยตัวจากการรับโทษ และการลบประวัติอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการจะได้รับนิรโทษกรรมไม่ได้พิจารณาจากการเป็นคดีการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านเงื่อนไขและการวินิจฉัยของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีอำนาจชี้ขาดว่าการกระทำใดอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลระบุว่า คดีที่อยู่ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดจะต้องเข้าสู่การพิจารณาเพื่อวินิจฉัยเป็นรายกรณี

นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายพยานหลักฐาน ได้อธิบายสาระสำคัญของกฎหมายผ่านเฟซบุ๊ก โดยชี้ให้เห็นถึงขอบเขตและผลทางกฎหมายของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสำคัญในการจัดการผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

นายธนกฤต ระบุว่า พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขหรือกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองนี้ ใช้บังคับกับผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงจูงใจทางการเมืองซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 โดยต้องเป็นการกระทำที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน เช่น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาตรา 113 (1) หรือ (2) มาตรา 114 (เฉพาะการตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ) ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 309 วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา 310วรรคหนึ่ง มาตรา 310 ทวิ และมาตรา 311 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362 มาตรา 364 และมาตรา 365 ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ความผิดตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ความผิดตามประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และประกาศและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผลโดยตรงตามกฎหมายของการนิรโทษกรรม ประกอบด้วย 1. ให้การกระทำความผิดตามที่กล่าวมา ไม่เป็นความผิด 2.ให้ผู้กระทำพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด 3. ให้ผู้กระทำพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย (ความผิดทางพินัยคือความผิดตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดอาญาและไม่เป็นโทษอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย) อีกทั้ง ผลทางคดีของการนิรโทษกรรม ยังมีผลให้คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนหรือยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีต่อศาล ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับหรือยุติการสอบสวนหรือการฟ้องคดี ส่วนคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล หากถูกฟ้องคดีต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ขณะเดียวกัน หากเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป และที่สำคัญกรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล จะนำประวัติอาชญากรรมไปใช้ยันบุคคลนั้นในทางที่เป็นโทษมิได้ และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจจัดทำหรือจัดเก็บประวัติอาชญากรรมลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดดังต่อไปนี้ 1.การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ 2. การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3. การกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 4.การกระทำความผิดต่อส่วนตัว 5.การกระทำความผิดที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐ เป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม และไม่ตัดสิทธิเอกชนในการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ไม่ตัดสิทธิของผู้อื่นซึ่งไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของผู้ได้รับการนิรโทษกรรม

ส่วน กรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดและไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ร้องขอต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีอำนาจจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อขอให้พนักงานอัยการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา กรณียังไม่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาล หรือ เพื่อขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อขอให้ศาลสั่งใช้มาตรการและขอให้ศาลสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว หากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คดีใดๆ ที่จะเข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรมหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พิจารณาวินิจฉัยเป็นรายกรณี ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยหลายภาคส่วน ทั้งในส่วนของรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และภาคราชการด้วย โดยส่วนตัวคิดว่าคนที่มีคดีตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2568 น่าจะต้องเข้าสู่การพิจารณาทุกกรณี ส่วนใหญ่เป็นคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทั้งหลาย

ขณะที่ พล.ต.ท.สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวางกรอบ หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติสำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ทั้งนี้ ในส่วนกรณีผู้ต้องขังที่ในอนาคตต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต เบื้องต้นมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำว่า จะต้องรับโทษจริงมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ยุติ

ทั้งนี้ มีรายงานว่าคณะทำงานฯได้เสนอระยะเวลารับโทษขั้นต่ำสำหรับผู้ต้องขังที่ได้รับโทษสูงหรือโทษร้ายแรงว่า จะต้องรับโทษจริงภายในเรือนจำเป็นระยะเวลากี่ปี ก่อนมีสิทธิได้รับการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด โดยเบื้องต้นมีการเสนอหลักเกณฑ์ดังนี้ นักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต การเลื่อนชั้นกรณีปกติ หรือการเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ส่วน นักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การเลื่อนชั้นกรณีปกติ หรือการเลื่อนชั้นกรณีมีเหตุพิเศษ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด เป็นต้น