กรณี “ภราดร ปริศนานนันทกุล” ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของขบวนการ “โกงเลือกสว.”
แต่ “ภราดร” ออกมาแก้ต่าง โดยเปรียบตัวเองเป็น “ไอ้ฟัก” ในวรรณกรรม เรื่อง “คำพิพากษา” ของ “ชาติ กอบจิตติ”
เรื่องของ “ไอ้ฟักกับสมทรง” ในนิยาย ถูกคนทั้งหมู่บ้านพิพากษาจากข่าวลือ จากคำพูดปากต่อปาก โดยไม่มีหลักฐานว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหา แต่เมื่อคนพูดกันมากเข้า จากเรื่องที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง มันก็กลายเป็นความจริง ของคนทั้งหมู่บ้านไปเสียได้
“ภราดร” กำลังพยายามบอกว่า เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นแค่ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องของตนเอง...“สังคมเชื่อในสิ่งที่กล่าวหา โดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง” ... ตัวเองถูกตัดสินทั้งที่ไม่ได้ทำผิด!
อย่าลืมว่า เรื่อง “ฮั้ว สว.” ไม่ใช่เรื่องข่าวลือปากต่อปาก แต่เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน เกี่ยวกับความไม่สุจริตของการเลือก สว. ที่ผ่านการสืบสวนสอบสวนของ “ดีเอสไอ” มาแล้ว และมีสำนวนที่ผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 มาแล้ว ก่อนที่จะมีอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งตั้งขึ้นภายหลัง แล้วกลับความเห็นไปอีกทาง
และต่อมา iLaw ก็เอา ข้อมูล หลักฐานออกมาเปิดเผยต่อสังคม สิ่งที่ iLaw นำเสนอ ไม่ได้มีเพียงคำพูดว่า “เขาว่ากันว่า ภราดรเกี่ยวข้อง”
แต่เป็นการนำข้อมูลเกี่ยวกับ ความเชื่อมโยง รายละเอียดการติดต่อ และรายชื่อบุคคล ที่ iLaw เห็นว่ามีความเกี่ยวข้อง มาเปิดเผยตีแผ่
ล่าสุด ประเด็นที่ “ภราดร” ออกมาโต้คือ เรื่องข้อมูลการโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว.อ่างทอง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ไม่รู้ว่าข้อมูลมาจากไหน
ที่สำคัญคือ “ดีเอสไอ” เองก็เคยระบุว่า ข้อมูลที่ iLaw เปิดเผยในช่วงก่อนหน้านี้ “น่าจะเป็นข้อมูลเดิม” ไม่ใช่ข้อมูลที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่
ดังนั้น มันจึงไม่เหมือนกรณี “ชาวบ้านพูดต่อๆ กันจนกลายเป็นเรื่องจริง”
สิ่งที่ “ภราดร” และสังคมควรแยกให้ออกคือ “ถูกกล่าวหา” กับ “ถูกพิพากษา”
“ภราดร” มีสิทธิเต็มที่ ที่จะบอกว่า...ข้อมูลนี้ไม่จริง ผมไม่ได้เกี่ยวข้อง และขอให้พิสูจน์หลักฐาน
แต่ “ภราดร” กลับพยายามบอกว่า “ผมกำลังถูกสังคมพิพากษาเหมือนไอ้ฟัก” ทั้งที่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
สังคมอยากเห็น “ภราดร” ตั้งคำถามว่า... ข้อมูลนี้จริง หรือเท็จ? ต้องเอามาตรวจสอบกัน
ถ้ามีข้อมูลการโทรศัพท์จริง ต้องตรวจต่อว่าโทรหาใคร เมื่อไหร่ โทรกี่ครั้ง และเรื่องที่โทรคือเรื่องอะไร ...ถ้าข้อมูลไม่จริง ก็ต้องเปิดให้เห็นว่า ตรงไหนไม่จริง
ถ้าโทรจริง แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการฮั้ว ก็ต้องแยกข้อเท็จจริงเรื่องโทรศัพท์ ออกจาก “ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว” เพราะ การโทรหาใครสักคน ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องฮั้วสว.โดยอัตโนมัติ
“ภราดร” ควรใช้โอกาสนี้ บอกว่า “ผมไม่ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่ขอให้ตรวจสอบด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้” ไม่ใช่ไปยืนหลบอยู่ข้างหลัง “ไอ้ฟัก”
อีกประเด็นที่ต้องไม่ลืมคือ “คดีฮั้ว สว.” ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ดำเนินมานานกว่า 2 ปีแล้ว มีทั้งการสอบสวนของหน่วยงานรัฐ การพิจารณาของ กกต. ตลอดจนการเปิดข้อมูลของภาคประชาชน
ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าปากต่อปากของชาวบ้าน
เพียงแต่เรื่องนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต. และสังคมก็กำลังรอว่าจะมีการส่งศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่ เมื่อไรเท่านั้น?
เมื่อเรื่องถึงศาล ข้อมูล หลักฐานต่างๆ ก็จะถูกเอามาวางบนโต๊ะ เพื่อตัดสิน “พิพากษา” ไม่ใช่เรื่อง “ปากต่อปาก” อีกต่อไป

