ดีเอสไอ แจงรับคำร้อง “เขากระโดง” แล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มประกอบการพิจารณา ก่อนมีคำสั่งสืบสวน ยืนยันไม่ได้ทำงานล่าช้า
วันนี้ (24 ส.ค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยแพร่เอกสารโดยระบุว่า “ตามที่มีผู้มายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีอาญา โดยมีการกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกที่ดินสาธารณะพื้นที่ป่า “เขากระโดง” ที่อยู่ ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่ประเทศไทย จำนวน 20 จุด ที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลและนิติบุคคล จำนวน 33 ราย เนื้อที่ทุกแปลงรวมกัน ประมาณ 245 ไร่ และมีการถมดินทับทางสาธารณะและลำรางสาธารณประโยชน์ รวมทั้งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ในเชิงธุรกิจ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และต่อมามีการกล่าวหาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีการดำเนินการล่าช้า นั้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ภายหลังมีการรับคำร้องขอดังกล่าว ได้มอบหมายให้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจคำร้องและเสนอเรื่องมาเพื่อพิจารณา และเนื่องจากกรณีการบุกรุกที่ดินสาธารณะที่จะเป็นคดีพิเศษนั้น มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ประกาศ กคพ.) ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2569) เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ข้อ 4 ประกอบบัญชีท้ายประกาศ ฯ ข้อ 25 กำหนดรายละเอียดของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ กำหนดให้กรณี การบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐที่ได้มีการออกหนังสือเอกสารสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องเป็นกรณีที่มีเนื้อที่รวมกันตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไปหรือคดีที่มีมูลความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป
ซึ่งเรื่องตามคำร้องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้ครอบครอง 33 ราย เนื้อที่ รวมประมาณ 245 ไร่ จึงมีประเด็นต้องตรวจสอบเบื้องต้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ครอบครองทั้ง 33 ราย ให้ชัดเจนว่ามีลักษณะแยกกันครอบครองหรือร่วมกัน อันจะพิจารณาว่าเป็นเนื้อที่รวมกัน ตามที่ประกาศ กคพ. กำหนด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อลักษณะของการเป็นคดีพิเศษ ดังนั้น จึงมีการมอบหมายให้ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปดำเนินการเพิ่มเติม และเสนอมาเพื่อให้การพิจารณาสั่งการเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ มิได้เป็นกรณีที่มีล่าช้าตามที่ปรากฏข่าวแต่อย่างใด จึงประชาสัมพันธ์ มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน”

