“พยาบาลแหวน” เผยเคยเข้าไปอยู่บ้านกับ “สมยศ” แบบสองต่อสอง ในช่วงที่ไปขอความช่วยเหลือคดี ม.112 ถูกเกี้ยวพาราสี-แตะเนื้อต้องตัว แต่พูดตรงๆ อย่ามาทำเxี้ยๆ ส้นตีxแบบนี้ หลังจากนั้นก็ไม่ทำอีกเลย และเคยเข้าไปช่วยงาน “สมบัติ” ในมูลนิธิกระจกเงา แต่ไม่เคยโดนพูดจาลวนลามเชิงชู้สาว
วันนี้ (24 ส.ค.) น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา อดีตพยาบาลอาสาในการชุมนุมทางการเมือง และอดีตผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “ณัฎฐธิดา แหวน แหวน มีวังปลา” เกี่ยวกับประสการณ์กรณีการคุกคามทางเพศว่า ดิฉันเคยถูกกระทำอนาจาร และ เกือบถูกข่มขืน ถูกปิดตา ถูกขังสอบสวน ได้รับความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ ด้วยการตั้งคำถาม ให้ตอบเพียงว่าใช่หรือไม่ใช่ ในค่ายทหาร เมื่อ 11-17 มีนาคม 2558 ก่อนจับขึ้นศาลทหาร ฝากขังถึง 1,221 วัน ใน ทัณฑสถานสถานหญิงกลางลาดยาว
จมอยู่กับฝันร้ายมาจนทุกวันนี้ แต่สังคมส่วนหนึ่ง ถล่มถ่มถุยประหนึ่งว่า ดิฉันถูกกระทำแบบนั้นมันสมควรแล้ว ถูกปิดตา,ถูกกระทำอนาจาร,ถูกลิดลอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทุกๆอย่าง. แทบบ้า สูญเสียในทุกสิ่ง ยกเว้นตัวตนและสติ ต่อสู้จนชนะคดียกฟ้อง ซึ่งใช้เวลาเกือบ 9 ปี และเมื่อชนะคดี ดิฉันทวงคืนศักดิ์ศรี ยื่นเรื่องร้องเรียน การประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้เรื่อง ยังค้างอยู่ใน กมธ ปปช.รัฐสภา เมื่อปีที่แล้ว ถ้าหากเรื่องยังไม่คืบหน้า จะยื่นหนังสือไปที่ กมธ.อีกครั้ง
-หลังจากดิฉันได้มีโอกาศ ได้รับความเมตตาจากศาลทหารเมื่อ 4 กันยายน 2561 ดิฉัน ไม่มีที่จะไปไม่มีที่จะ อาศัยพักนอน ไม่มีชื่อ ในทะเบียนบ้านอะไรใดๆ รายชื่อไปอยู่ทะเบียนกลาง ดิฉันร้องขอความช่วยเหลือไป หลายคน ทั้งญาติ และเพื่อนสนิทที่ไม่ได้อยู่ในวงการการเมือง แต่ทุกคน ปฏิเสธการช่วยเหลือ การให้ชื่อไปอยู่ในทะเบียนบ้าน และการให้กลับ ไปอาศัย อยู่ในบ้านญาติของตน อีกทั้งยังโดนแฟนเก่า ในตระกูลพรหมนอก คุกคาม ขอคืนดี ดิฉันปฏิเสธ การพูดคุย พบเจอ จนวินาทีนี้
ดิฉันร้องขอความช่วยเหลือไปยังคุณ Somyot Pruksakasemsuk คุณสมยศไม่เคยเกรงกลัวต่อ ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีมาตรา 112 อย่างดิฉัน และขับรถมารับ พร้อมกับให้เข้าพักอาศัย อยู่ในบ้าน หลังเดียวกัน สองต่อสอง และยังช่วยเหลือ เมตตา ให้เอาชื่อของดิฉันนั้นไปอยู่ในทะเบียนบ้านของคุณสมยศ แน่นอนว่าตอนนั้นเราทั้งสอง โสดด้วยกันทั้งคู่ และโดยนิสัยของผู้ชายที่อยู่คนเดียว ย่อมมีความต้องการทางเพศ เป็นเรื่องธรรมดา มีการเกี้ยวพาราสี การถูกเนื้อต้องตัวกันอยู่บ้าง
แต่ดิฉันเลือก ที่จะพูดตรงๆกับคุณสมยศว่า พี่อย่ามาทำเหี้ยๆ ส้นตีนแบบนี้นะ หนูนับถือศรัทธาพี่เป็นพี่เป็นครูบาอาจารย์ อย่าทำนิสัยสันดานส้นตีนแบบนี้ แล้วคุณสมยศก็ไม่เคยพูดเกี้ยวพาราสีหรือแตะต้องตัวดิฉันอีกเลย จนดิฉันได้หอพักใหม่และย้ายออกมา เรายังคบกันเป็นพี่เป็นเพื่อน เป็นคู่คดี ร่วมกัน ดิฉันเลือกที่จะเตือน และพูดตรงๆกับคุณสมยศ มากกว่า พูดลับหลัง หรือกับผู้ชายอื่นๆก็เช่นกัน ดิฉันวางตัวให้เกียรติผู้ชายทุกคน รวมถึงผู้ที่มีพระคุณ และเป็นที่เคารพทุกคนเท่ากัน ยกเว้นทหารและตำรวจ ที่เคยกระทำอนาจารกับดิฉันอันนี้ยอมไม่ได้ค่ะ
-ในประมาณปี 2567 ดิฉันได้ถูก ติดต่อ ทาบทามจากคุณ สมบัติ บุญงามอนงค์ ให้เข้าไปช่วยเหลือ ในโครงการป่วยให้ยืมของมูลนิธิกระจกเงา จากประสบการณ์ ความรู้และความสามารถของดิฉัน ดิฉันสามารถช่วยเหลืองานในโครงการป่วยให้ยืม ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และได้รับค่าตอบแทนรายเดือน อีกทั้งสวัสดิการ ที่เหมาะสม แต่เป็นที่น่าเสียดาย ในปีนั้นที่ดิฉันทำงาน ในมูลนิธิ ( แค่ 3 เดือน ) ดิฉันยังมีคดี ทางการเมือง ที่ต้องไปรายงานตัวในทุกเดือนและไปขึ้นศาลแทบจะ เดือนเว้นเดือน ด้วยความ คิดของตนคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับเพื่อนร่วมงาน คนอื่นๆที่เราหยุดงานบ่อยเกินไป ดิฉันจึงได้ทบทวนตัวเอง และลาออก ไม่กล้าพูดความจริงกับคุณสมบัติ และเพื่อนร่วมงาน จนปัจจุบันนี้
และดิฉันไม่เคยถูกคุณสมบัติหรือ เจ้าหน้าที่ในมูลนิธิท่านอื่นๆ พูดจาลวนลาม ในเชิงชู้สาว แต่หากดิฉันเคย กระทำการ ล่วงเกิน กับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆในมูลนิธิ โดยตั้งใจก็ดีไม่ตั้งใจก็ดีทั้งทางกายวาจาใจ ดิฉันกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ และกราบขออภัยอย่างสูง ที่ไม่ สามารถทำตามสัญญาได้ ว่าหากชนะทุกคดี จะกลับไปช่วยงานดังเดิม ด้วยสถานการณ์ ทางคดี ที่เรียกร้องยังไม่สิ้นสุดจึงยังไม่สามารถเข้า ปฏิบัติงาน เป็นเจ้าหน้าที่ประจำได้เหมือนก่อน แต่สามารถเป็นเจ้าหน้าที่อาสาของมูลนิธิกระจกเงาได้ทุกเมื่อ ที่ถูกเรียกตัวค่ะ
โดยส่วนตัว ในเรื่องการถูกกระทำอนาจาร การถูกข่มขืนการขืนใจอะไรใดๆ ดิฉันเห็นใจเหยื่อสุดหัวใจและเจ็บปวด ซึ่งแน่นอนว่า ดิฉัน ได้รับ ประสบการณ์ตรง เรื่องผู้หญิง ถูกกระทำอนาจาร และถูกข่มขืน ตอนถูกจับอยู่ที่โรงพัก ( ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด คดีทั่วไปมีน้อยมากค่ะ ) เราอยู่ในเรือนจำ พวกเราไม่ได้ยินยอม และพวกเรา ถูกจับมาฝากขัง ในแดนแรกรับ ด้วยกันหลายคนสูญเสีย ความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีโอกาส ไม่มีอิสระ เรียกร้อง สิทธิ์ใดๆ หลังกำแพงสูง สิ่งที่ยากลำบากคือ การยากที่จะไว้ใจใคร
-ในเรื่องขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ดิฉันมีส่วนร่วม ตั้งแต่ปี 53 จนปัจจุบัน แน่นอนว่าเรื่องชู้สาว เรื่องฉาวโฉ่ เรื่องการถูกกระทำอนาจารทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจก็ดี มีมาโดยตลอด บุคคลใดที่ดิฉันเตือนได้ดิฉันจะกล่าวตักเตือน และให้ข้อมูล ดิฉันจะคอยตักเตือนนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม ให้ระมัดระวังตัว การวางตัว ด้วยกันทุกคนเสมอมา
ดิฉันเชื่อว่า ทุกคนที่เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น มีวุฒิภาวะ และรู้จักคำว่าสิทธิส่วน บุคคล และสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นอย่างดี ดิฉันเข้าใจเหยื่อและเห็นใจเหยื่อ ทุกคนที่ถูกกระทำ อนาจารถูกข่มขืน โดยไม่ได้เต็มใจ ดิฉันอยู่ข้างเหยื่อและยินดีช่วยเหลือ. แต่หาก คนสองคนรู้เห็นเป็นใจกัน นั่นไม่ได้เรียกว่าเหยื่อ และนี่ ก็ไม่ใช่การ เบลมเหยื่อค่ะ

