xs
xsm
sm
md
lg

เปลือย “สมยศ-สมบัติ” ผ่านขบวนการ “เซ็กซ์ธิปไตย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรณีล่วงละมิดทางเพศในกลุ่มนักเคลื่อนไหว ที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวในขณะนี้ ผู้เสียหายที่เป็นฝ่ายหญิง ได้ออกมาแฉถึงพฤติกรรมของฝ่ายชายที่เป็นระดับแกนนำ ขณะที่ฝ่ายชายก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแต่บิดประเด็นไปว่า เป็นฝ่ายหญิงยินยอม

อย่าง “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แม้จะออกมาขอโทษ แต่ก็บอกว่า เข้าใจไปเองว่าฝ่ายหญิงยินยอม การอธิบายแบบนี้ จะไปต่างอะไรกับการโยนภาระกลับไปให้ผู้เสียหาย

ส่วนกรณีของ “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ “บก.ลายจุด” ก็ออกมายอมรับว่า เคยมีความสัมพันธ์จริง แต่โต้แย้งรายละเอียดของเหตุการณ์

ประเด็นที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้ และกำลังถูกตะแบง คือ คนที่เคยพูดเรื่องสิทธิ กลับใช้ตรรกะเรื่องสิทธิ มาอธิบายแบบเข้าข้างตัวเอง!

ถ้าคนธรรมดาทำพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศ เราก็วิจารณ์กันไปตามข้อเท็จจริง แต่เมื่อคนที่ถูกกล่าวหาเป็น “นักกิจกรรมรุ่นใหญ่” เป็นคนที่เคยยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ท่องเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และความเท่าเทียม มาตรฐานมันควรสูงกว่าคนทั่วไป

เพราะอุดมการณ์ไม่ได้มีไว้แค่ใช้ด่ารัฐ หรือด่าฝ่ายตรงข้าม แต่มันต้องใช้ตรวจสอบตัวเองด้วย เหมือน “จะสอนคนอื่น ต้องสอนตัวเองก่อน”

ดังนั้นคำว่า “ผมเข้าใจว่าเขายินยอม” จึงไม่ควรเป็นบทสรุปง่ายๆ เพราะคำถามสำคัญกว่า คือในสถานการณ์นั้น อีกฝ่ายมีอำนาจต่อรองเท่ากัน จริงหรือไม่ และมีเสรีภาพ ที่จะปฏิเสธจริงหรือไม่ ?

ประเด็นนี้ มีนักกิจกรรมฝ่ายเดียวกันออกมาพูดชัดว่า การที่ผู้เสียหายยังกลับไปทำงาน ยังเดินทางด้วย หรือยังมีความสัมพันธ์กับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ไม่ใช่ความรุนแรง

นี่คือเรื่องที่สังคมต้องแยกให้ออก ระหว่าง“ความยินยอม” กับ “ภาวะจำยอม”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ เป็นสัญญาณว่า “ระบบภูมิคุ้มกันของฝ่ายเดียวกันกำลังทำงาน” เป็นสัญญาณที่ดี แม้ข่าวจะน่าอับอาย

สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เพราะสิ่งที่เราเห็นคือ คนจากฝั่งประชาธิปไตยเอง ทั้งนักกิจกรรม นักวิชาการ นักการเมือง ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบ “สมยศ ” ไม่ได้ช่วยกันปิดเรื่อง บางคนเรียกร้องให้ขอโทษในกรณีอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่กำลังเป็นข่าว

ถ้าขบวนการประชาธิปไตยจะอยู่รอดจริง มันต้องเปลี่ยนจาก “พวกเดียวกันต้องหลับหูหลับตาช่วยกัน” เป็น “พวกเดียวกันยิ่งต้องตรวจสอบกันเอง”

โดยเฉพาะ “เรื่องเซ็กซ์” ในกระบวนการประชาธิปไตย

แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลคือ คนพวกนี้เก่งในการสร้างวาทกรรม พูดจาโน้มน้าว จึงคิดใช้ “ภาษา” ในการปกป้องตนเอง

เมื่อถูกกล่าวหา ก็พยายามเปลี่ยนคำถามจากแก่นของเรื่อง ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร?” ไปเป็น “ผมไม่ได้ตั้งใจ”... “ผมเข้าใจว่าเขายินยอม”... “เรามีความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว”... “เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว” ...

ทั้งที่ ถ้อยคำเหล่านี้ มันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคำถาม เรื่อง“ความยินยอม” เพราะ “เจตนา” กับ “ผลของการกระทำ” เป็นคนละเรื่องกัน

ยิ่งหากมีความแตกต่างเรื่องอายุ สถานะ อำนาจ ชื่อเสียง หรือการพึ่งพิงกันทางการเมือง การทำงาน สิ่งเหล่านี้ ต้องถูกเอามาวิเคราะห์ประกอบด้วย

ส่วนกรณี ของ “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ ได้ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กันจริง แต่มีการโต้แย้งในรายละเอียดของเหตุการณ์ และฝ่ายหญิงก็ยังออกมาท้วงเรื่องวิธีการชี้แจง

สมบัติ บุญงามอนงค์
การออกมาเปิดโปงครั้งนี้ เท่ากับเธอกำลังต้องการบอกว่า “การมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่การยินยอมทุกครั้ง” และการเคยยินยอมในอดีต ไม่ใช่การยินยอมในครั้งต่อมา

กรณีที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคนนี้ ภาพโดยรวมถือว่าเป็น “เรื่องใหญ่กว่าตัวบุคคล”

เพราะมันกำลังทำให้เกิดคำถามว่า ขบวนการประชาธิปไตย ที่เรียกร้องให้รัฐตรวจสอบการใช้อำนาจ แล้วภายในขบวนการเอง มีระบบตรวจสอบอำนาจหรือยัง ? … ถ้าไม่มี นั่นคือปัญหาใหญ่!

คนหนึ่งมีชื่อเสียง…อีกคนเป็นผู้อาวุโส…อีกคนเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร…อีกคนเป็นแกนนำ…อีกคนเป็นคนมีเครือข่าย
เมื่อคนรุ่นน้อง หรือผู้หญิง ที่อยู่ต่ำกว่าในโครงสร้าง ต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เขาพูดว่าไม่หรือเปล่า?” แต่ต้องถามด้วยว่า “เขากล้าพูดว่าไม่หรือเปล่า?”

ส่วนคำว่า “แมงดาประชาธิปไตย” แม้จะดูว่าแรงไป แต่นั่นมันสะท้อนอารมณ์ของผู้ถูกกระทำ สะท้อนอารมณ์ของสังคม ที่แสดงออกถึงความขยะแขยง ต่อพฤติกรรมที่เคยชินของคนเหล่านี้


วันนี้ สิ่งที่น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่การที่ “พวกส้มทะเลาะกันเอง” หรือ “ฝ่ายประชาธิปไตยแตกกันเอง” แต่คือการที่สมาชิกของขบวนการ เริ่มกล้าออกมาพูดว่า “คนของเราก็ผิดได้”

แต่ถ้าพวกเขาดาหน้าออกมาพูดว่า “เขาเป็นคนดี”... “เขาต่อสู้กับเผด็จการมา”... “เขาเป็นวีรบุรุษ”... “อย่าทำลายฝ่ายประชาธิปไตย” นั่นแหละคือ ระบบรวนจริง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไม่จบแค่ “สมยศ–สมบัติ” สองคน เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้ อาจมีการเปิดเรื่องราวในอดีตของวงการนักกิจกรรม ตามมาอีก

เมื่อคนที่เคยสอนสังคม เรื่องการตรวจสอบอำนาจ ถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจเสียเอง วันนี้ จึงไม่ใช่แค่วันพิพากษาสองนักกิจกรรม แต่เป็นวันสอบผ่าน หรือสอบตก ของวัฒนธรรมประชาธิปไตยทั้งขบวนการ

เพราะประชาธิปไตยไม่ได้พิสูจน์ด้วยการตรวจสอบคนอื่น แต่พิสูจน์เมื่อเรากล้าตรวจสอบคนของเราเอง
ไม่ใช่ปล่อยให้มี สมยศ 1-2-3-4 หรือ สมบัติ 1-2-3-4