“สมศักดิ์” แจงยิบ เรื่องออกกฎหมาย กฎกระทรวง เอื้อ “นายใหญ่” กลับมา ส่งผล “เล่าต๋า” รับอานิสงส์ไปด้วย จากติดคุกตลอดชีวิต แต่ติดจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน
กรณี “เล่าต๋า” นายเล่าต๋า แสนลี่ ผู้มีฉายา "ราชายาเสพติด" แห่งสามเหลี่ยมทองคำ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน และได้รับการปล่อยตัว เมื่อ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา สร้างความคลางแคลงให้กับหลายคน และมีเสียงวิพากวิจารณ์ว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะอดีต รมว.ยุติธรรม ได้ออกกฎหมาย ไว้รองรับการกลับมาของ“ทักษิณ ชินวัตร” จะได้ไม่ต้องรับโทษนาน และ “เล่าต๋า”ก็ได้รับอานิสงส์นั้น เป็นผลพลอยได้ตามไปด้วย
เรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.ยุติธรรม ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งช่วงก่อนที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ยอมกลับมารับโทษ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงว่า .... ผมถูกกล่าวหาว่า มีการออกกฎกระทรวงและการดำเนินการต่างๆ ใดๆ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง และนำเรียน 4-5 ประเด็น เพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณาดังนี้ ครับ
1. กรณีการออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก หรือการพักโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และ ฉบับแก้ไข พ.ศ.2564 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง นั้น ไม่เป็นความจริงครับ!
การจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 76 วรรคสอง ได้กำหนดให้เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่จำเป็นให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
ที่สำคัญเนื้อหาของกฎกระทรวงทั้งสองฉบับ ใช้หลักการที่มีที่มาจาก มาตรา 32 แห่งพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 และกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา 58 แห่งพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ก่อนจะนำมาปรับให้เข้ากับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560
โดยที่กรมราชทัณฑ์ร่าง และเสนอผ่านคณะกรรมการราชทัณฑ์ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา อัยการสูงสุด เลขาศาลยุติธรรม ตำรวจ ร่วมกันขัดเกลา และ ครม.ให้ความเห็นชอบ
เมื่อผมเข้ารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ในเดือนกรกฎาคม 2562 ผมได้เข้ามาเร่งสะสางการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
#ผมทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ครับ!
2. เกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 70 ปีขึ้นไป มีที่มาอย่างไร
เรื่องนี้ต้องย้อนดูพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในอดีต
การนำเรื่องอายุ และความชราภาพมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอภัยโทษมีมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2530 โดยรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง เช่น กำหนดอายุ 60 ปีขึ้นไป และกำหนดว่าต้องรับโทษมาแล้ว ตามระยะเวลาหนึ่ง
ต่อมามีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างน้อย 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ปี 2553
สมัยท่านรัฐมนตรี พ. มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า นักโทษเด็ดขาดที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีอายุ 70 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์ถึงขั้นปล่อยตัว หากเข้าเงื่อนไข และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชกฤษฎีกา
สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขปล่อยตัว ก็ยังอาจได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์ ฐานความผิด และชั้นนักโทษที่กำหนดไว้
จึงเห็นได้ว่า เกณฑ์พิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ปรากฏอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี2553
ครั้งที่ 2 ปี 2562
สมัยท่านรัฐมนตรี ป. พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับนักโทษเด็ดขาด ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป อีกขั้นหนึ่ง
กล่าวคือ หลังจากได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์อื่นแล้ว ยังให้ ลดโทษเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 เนื่องด้วยเหตุแห่งความชราภาพ
ทั้งหมดนี้เป็นลำดับพัฒนาการของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรมครับ
3. ข้อเท็จจริงและบริบทของการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2565
ผมเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และดำรงตำแหน่งถึง วันที่ 17 มีนาคม 2566
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป 5 วาระสำคัญ คือ
ครั้งที่ 1 วันที่ 13 สิงหาคม 2563
ครั้งที่ 2 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563
ครั้งที่ 3 วันที่ 15 กรกฎาคม 2564
ครั้งที่ 4 วันที่ 4 ธันวาคม 2564
ครั้งที่ 5 วันที่ 10 สิงหาคม 2565
การพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้งมีขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญหรือโอกาสอันเป็นมงคลตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา ส่วนในทางราชทัณฑ์ การอภัยโทษย่อมมีผลต่อการบริหารโทษและจำนวนผู้ต้องขังด้วย
ขณะเดียวกัน หากมองบริบทของการบริหารเรือนจำในช่วงปี 2563–2564 ก็เป็นช่วงที่ประเทศไทยและเรือนจำ กำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 อย่างรุนแรง
ตั้งแต่ปี 2563 ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 และมีการขยายระยะเวลาต่อเนื่องรวม19 ครั้งจนถึงวันที่ 30 ก.ย.65
สำหรับเรือนจำ ปัญหารุนแรงกว่าสถานที่ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ปิด และมีผู้ต้องขังจำนวนมากอยู่ร่วมกัน ปัญหาความแออัดที่มีอยู่เดิมทำให้การป้องกันและควบคุมโรคทำได้ยากมาก
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
วันที่ 29 มี.ค.63 เกิดเหตุจลาจลและเพลิงไหม้ ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีรายงานว่าความวิตกกังวลและข่าวลือเรื่องโควิด-19 เป็นหนึ่งในปัจจัยของเหตุการณ์
ต่อมา วันที่ 16–17 ธ.ค.64 เกิดเหตุประท้วง จลาจล และเพลิงไหม้ที่เรือนจำจังหวัดกระบี่ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด ภายในเรือนจำ
ดังนั้น หากจะพิจารณา การพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2564 ก็ควรพิจารณาบริบทในขณะนั้นควบคู่กัน ทั้งเรื่องโควิด-19 ความแออัดในเรือนจำ ปัญหาสาธารณสุข และความตึงเครียด ภายในสถานที่ควบคุม
สถานการณ์ตอนนั้น ก็ทำให้วิตกแบบหนึ่ง สถานการณ์ตอนนี้ ก็คิดอีกแบบหนึ่ง
4. ปี 2565 มีการเพิ่มเงื่อนไขขั้นต่ำในการได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษ
เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2565 ได้เพิ่มเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาที่นักโทษต้องรับโทษมาแล้ว
มาตรา 5 กำหนดว่า ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ต้องรับโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่ระยะเวลาใดจะเป็นคุณมากกว่า
จากที่นายเล่าต๋า ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ วันที่ 11 ต.ค.59 เคยได้รับอภัยโทษ 2 ครั้งในปี 2563 และอีก 2 ครั้งในปี 2564 แต่ ณ วันที่ผมพ้นจากตำแหน่งรมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 มี.ค.66 นายเล่าต๋า ยังคงเหลือโทษจำคุกอีก 17 ปี 8 เดือน 13 วัน และไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2565 ครับ
ส่วนการได้รับประโยชน์ในเวลาต่อมา เป็นเรื่องที่ #กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องตรวจสอบและทบทวนให้ชัดเจนว่า การใช้หลักเกณฑ์ในแต่ละครั้ง เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีความเหมาะสม และได้สัดส่วนกับลักษณะความผิดหรือไม่ โดยเฉพาะในคดีร้ายแรง หรือคดีที่สังคมให้ความสนใจ
5. การผลักดันการทำงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันอาชญากรรมรุนแรงและแก้ปัญหายาเสพติด
ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันกฎหมายสำคัญจนสำเร็จรวม 9 ฉบับ หลายฉบับเป็นกฎหมายที่มีผลต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดเจน
ฉบับสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดร้ายแรงภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุซ้ำและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
ป.ล. กรณี #ไอ้ป๋อง ก็เป็นกรณีที่กฎหมาย JSOC ถูกนำมาใช้ โดยศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี ส่วนเหตุใดมาตรการดังกล่าวจึงไม่สามารถป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงต่อสังคมครับ
อีกฉบับคือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ
รวมถึง ประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ปรับแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการนายทุนและเครือข่ายรายใหญ่ การสืบเส้นทางการเงิน และการยึดและอายัดทรัพย์สิน เพื่อตัดวงจรและทำลายโครงสร้างของขบวนการค้ายาเสพติด
สถิติการ #ยึดทรัพย์ และ #อายัดทรัพย์
ปี2563 = 790 ล้านบาท , ปี2564 = 7,346 ล้านบาท, ปี2565 = 11,003 ล้านบาท , ปี2566 = 21,610 ล้านบาท
แต่ตอนนี้ได้เท่าไหร่ ท่านต้องไปถาม ปปส. ครับ
นอกจากการผลักดันกฎหมายในระดับพ.ร.บ.แล้ว อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญคือ การเร่งรัดกฎหมายลำดับรอง เพราะต่อให้มีกฎหมายแม่บทที่ดี แต่หากกฎกระทรวง ที่จำเป็นยังออกไม่ครบ กฎหมายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผมขอเรียนว่าผมไม่ได้เร่งรัดเฉพาะกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเท่านั้น นะครับ
แต่ผมยังทำกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เพื่อให้กลไกการไกล่เกลี่ยสามารถเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนแก้ไขข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาบางประเภท โดยไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องเข้าสู่ศาล และทำให้เกิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ณ ปัจจุบัน กว่า 1,400 แห่ง สามารถลดคดีขึ้นโรงขึ้นศาลไม่รู้กี่ 100,000 คดี
ผมเข้าไปกระทรวงไหนผมตั้งใจทำงานเต็มที่
#ท่านทั้งหลายต้องให้ความเป็นธรรมกับผมบ้างนะครับ
วันนี้ผมเชื่อว่ายังมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับ ที่มีกฎหมายลำดับรองค้างอยู่ หรือควรเร่งรัดให้ครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากกฎหมายอย่างเต็มที่
เรื่องนี้ต้องฝากรัฐมนตรีทุกท่านครับ หน้าที่ของเราต้องออกกฎหมายให้ครบ กฎหมายจะได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้ไม่เสียโอกาสครับ
#ผมขอทิ้งท้ายครับ
การที่ท่านกล่าวหาผม โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง ตัวบทกฎหมาย ลำดับเวลา และบริบทของสังคมในขณะนั้นให้ครบถ้วน ผมคิดว่า ไม่เป็นธรรมครับ
วิจารณ์ผมได้ ตรวจสอบผมได้ และตั้งคำถามกับผมได้เต็มที่ครับ
แต่ก่อนจะกล่าวหาว่าใครใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร ผมอยากให้ดูข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน
เพราะคำกล่าวหาอาจพูดได้ง่าย
แต่ข้อเท็จจริง กฎหมาย และลำดับเวลา เปลี่ยนไม่ได้ครับ
#ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ

