เปิดสัญญาแนบท้าย TH-AI Passport พบค่า Generative AI สูงสุด 1.48 พันล้านบาท กว่า 91.4% ของวงเงิน 1,621 ล้านบาท แบ่งจ่าย 5 งวด งวดแรก 27.86 ล้านบาท ส่งงานภายใน 17 ก.ย.69 พร้อมจ่ายหลังตรวจรับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบ สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ลงนามกับกิจการค้าร่วม ทีเอช เมื่อวันที่ 18 ส.ค.69 พบรายละเอียดสำคัญหลายประเด็น ทั้งการเปลี่ยนวิธีจ่ายค่าบริการ Generative AI จากเดิมที่จ่ายแบบเหมาจ่ายตามงวด มาเป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงในแต่ละเดือน การกำหนดให้ระบบรองรับการใช้งานพร้อมกันสูงสุด 5 ล้านคน ณ ชั่วโมงเดียวกัน ตลอดจนการเปลี่ยนโมเดล AI ที่ระบุในเอกสารประกวดราคาจาก "Typhoon 2.5" เป็น "OpenThai 2.0 Legal" ขณะที่วงเงินรวมของสัญญายังคงอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท
สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นการแก้ไขจากสัญญาหลักเลขที่ 19/2569 ลงวันที่ 7 เม.ย.69 โดยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะผู้ว่าจ้าง กับกิจการค้าร่วม ทีเอช ในฐานะผู้รับจ้าง ซึ่งประกอบด้วย บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC
สาระที่น่าสนใจประการแรกอยู่ที่ การเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาเดิมกำหนดแบ่งจ่ายทั้งหมด 5 งวด แต่ละงวดคิดเป็น 20% ของมูลค่างานทั้งสัญญา ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นการจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ทำให้ไม่อาจสะท้อนปริมาณค่าใช้จ่ายจากการใช้งาน Generative AI ที่เกิดขึ้นจริงได้ จึงแก้ไขมาใช้การติดตามจำนวนผู้ใช้งานจริงระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีการใช้งานต่อเดือน เพื่อให้ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าบริการ Generative AI ตามจำนวนผู้ใช้งานจริงกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น โดยสัญญาระบุว่าแนวทางนี้ให้ประโยชน์และความคุ้มค่ากว่ารูปแบบการจ่ายตามสัญญาเดิม
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน คือ ตัวเลข 5 ล้านคนในสัญญามีอย่างน้อย 2 บริบทที่ไม่ควรนำมารวมความหมายเดียวกัน โดยด้านหนึ่งเป็นข้อกำหนดทางเทคนิคให้ระบบสามารถรองรับการเข้าใช้งานพร้อมกัน หรือ concurrent ได้สูงสุด 5,000,000 ผู้ใช้งาน ณ ชั่วโมงเดียวกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ประกอบเงื่อนไขการคิดค่าบริการ Generative AI หากจำนวน "ผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่" มีไม่ถึง 5 ล้านคน โดยในกรณีหลังผู้ว่าจ้างจะจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ ในหน้าที่ 2 ของสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมยังแก้ข้อกำหนดให้แพลตฟอร์ม Generative AI ต้องเริ่มให้ลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการ Generative AI ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม โดยการให้บริการจะเกิดขึ้นได้เมื่อแพลตฟอร์มผ่านการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว พร้อมกันนั้น ยังยกเลิกรายละเอียดสิ่งที่ต้องส่งมอบตามข้อความเดิม และให้ใช้รายละเอียดตามภาคผนวก 1 ที่แนบท้ายสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมแทน
อีกจุดหนึ่งที่ปรากฏชัดในเอกสาร คือ การเปลี่ยนโมเดล AI หลังสัญญาระบุในส่วนเหตุผลของการแก้ไขว่า ผู้ให้บริการ Generative AI บางรายการจะไม่มีการปรับปรุงโมเดลให้เป็นปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโมเดล โดยมีการแก้ไขข้อความในเอกสารประกวดราคาจ้างด้วยวิธี e-bidding รวมถึงเอกสารด้านเทคนิคและตารางสรุปความสามารถในการรองรับ AI Model จากรายการ "Typhoon 2.5" เป็น "OpenThai 2.0 Legal" ตลอดจนจัดทำ Catalog ผลิตภัณฑ์ OpenThai 2.0 Legal เป็นภาคผนวกของสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม
จุดนี้จึงน่าสังเกตว่า แม้วงเงินรวมของโครงการจะไม่ได้เพิ่มขึ้นจากสัญญาหลัก แต่รายละเอียดของ AI Model ที่เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการทำสัญญาหลักแล้ว โดยการเปลี่ยนจาก Typhoon 2.5 เป็น OpenThai 2.0 Legal ถูกบันทึกไว้โดยตรงในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้
สำหรับวงเงินโครงการ สัญญายังคงกำหนดค่าจ้างรวมทั้งสิ้น 1,621,000,000 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 106,046,728.97 บาท ตลอดจนภาษีอากรและค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมดแล้ว แต่เปลี่ยนรายละเอียดการจ่ายใหม่ โดยแยก "ค่าดำเนินงาน" ออกจาก "ค่าบริการ Generative AI" ในแต่ละงวด แทนโครงสร้างเดิมที่แบ่งจ่ายงวดละ 20% ของมูลค่าสัญญา
งวดที่ 1 กำหนดจ่ายเฉพาะค่าดำเนินงานจำนวน 27,858,972 บาท เมื่อผู้รับจ้างปฏิบัติงานและส่งมอบงานตามที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับถัดจากวันลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม และผู้ว่าจ้างตรวจรับงานครบถ้วนแล้ว
ส่วนงวดที่ 2 กำหนดค่าดำเนินงาน 27,858,972 บาท และค่าบริการ Generative AI จำนวน 123,474,640 บาท รวมเป็นเงิน 151,333,612 บาท โดยต้องส่งมอบงานภายใน 60 วัน ขณะที่งวดที่ 3 กำหนดค่าดำเนินงาน 27,858,972 บาท และค่าบริการ Generative AI จำนวน 493,902,000 บาท รวมเป็นเงิน 521,760,972 บาท สำหรับการส่งมอบภายใน 180 วัน
ต่อมา งวดที่ 4 กำหนดค่าดำเนินงาน 27,858,972 บาท และค่าบริการ Generative AI จำนวน 370,426,500 บาท รวมเป็นเงิน 398,285,472 บาท สำหรับการส่งมอบภายใน 270 วัน ส่วนงวดที่ 5 กำหนดค่าดำเนินงาน 27,858,972 บาท และค่าบริการ Generative AI จำนวน 493,902,000 บาท รวมเป็นเงิน 521,760,972 บาท เมื่อดำเนินงานทั้งหมดเสร็จสิ้นและส่งมอบงานภายใน 450 วันนับถัดจากวันลงนามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ TH-AI Passport ถึง ป.ป.ช.แล้ว 'ดีอี' ทยอยส่งข้อมูล ปัดจ้าง IO อวยโครงการ
◉ ลงทะเบียน TH-AI Passport ทะลุ 3 แสน 'ไชยชนก' ยิ้มร่า ไม่หวั่นถูกร้อง ป.ป.ช.
◉ TH-AI Passport ลงทะเบียน 19 ส.ค.69 สมัครผ่านเว็บ-ยืนยันตัวตน ThaiD/ทางรัฐ
◉ TH-AI Passport รอ 5 คำตอบทางการ 'ดร.การดี' ขอชัด อย่าพูดลอยๆ
◉ TH-AI Passport เอกสารไม่ครบ 'รักชนก' ทวงดีอี ข้อเสนอผู้ประมูล-ผลตัดสิน
เมื่อคำนวณจากตัวเลขที่ปรากฏในสัญญา พบว่า ค่าดำเนินงาน 5 งวดรวมกันอยู่ที่ 139,294,860 บาท ขณะที่เพดานค่าบริการ Generative AI ตั้งแต่งวดที่ 2-5 รวมอยู่ที่ 1,481,705,140 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 91.4% ของวงเงินสัญญา 1,621 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนค่าบริการ Generative AI ดังกล่าวเป็นวงเงินตามโครงสร้างการจ่ายของสัญญา ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องจ่ายเต็มจำนวนทุกกรณี เพราะยังมีเงื่อนไขการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงกำกับอยู่
โดยสัญญากำหนดว่า หากจำนวนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ มีไม่ถึง 5 ล้านคน ผู้ว่าจ้างจะจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริงระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีการใช้งานอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน ในอัตรา 24.6951 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ยอดจ่ายค่าบริการจริงของโครงการสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนผู้ใช้ที่เข้าเกณฑ์ในแต่ละช่วงได้
ขณะเดียวกัน สัญญาได้นิยามคำว่า ค่าใช้บริการ Generative AI ว่าหมายถึงค่าบริการรายเดือนของระบบ Generative AI ตามสัญญา ส่วนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หมายถึงผู้ใช้งานบริการแพลตฟอร์ม Generative AI โดยเข้าเรียนในระบบและมีคะแนนสะสมในแต่ละเดือนตามเกณฑ์ที่ผู้ว่าจ้างกำหนด
ดังนั้น จำนวนคนที่ใช้คำนวณค่าบริการตามสัญญาจึงไม่ควรถูกตีความว่าเท่ากับจำนวนผู้ลงทะเบียนทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ใช้ต้องเข้าเงื่อนไขตามนิยามและหลักเกณฑ์ที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ขณะเดียวกัน ตัวเลขผู้ใช้งานดังกล่าวก็เป็นคนละเรื่องกับข้อกำหนดทางเทคนิคที่ให้ระบบรองรับการใช้งานพร้อมกันได้ถึง 5 ล้านคน ณ ชั่วโมงเดียวกัน
สำหรับการจ่ายเงินให้กิจการค้าร่วม ทีเอช สัญญากำหนดให้ผู้ว่าจ้างโอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับจ้างในสัดส่วน 51% ให้บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 49% ให้บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด โดยผู้รับจ้างเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเกี่ยวกับการโอน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ธนาคารเรียกเก็บ
นอกจากนี้ เอกสารยังกำหนดให้ภาคผนวก 1 เรื่องสิ่งที่ต้องส่งมอบ จำนวน 4 หน้า และภาคผนวก 2 Catalog ผลิตภัณฑ์ OpenThai 2.0 Legal จำนวน 6 หน้า เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม หากข้อความในเอกสารแนบท้ายขัดหรือแย้งกับข้อความในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้ข้อความในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นหลัก ขณะที่หากเอกสารแนบท้ายขัดแย้งกันเอง ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้าง ซึ่งสัญญากำหนดให้ถือเป็นที่สุด และผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง ค่าเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ว่าจ้าง
พร้อมกันนี้ หากข้อความในสัญญาหลักขัดหรือแย้งกับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ให้ใช้ข้อความในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมบังคับ ส่วนเงื่อนไขในสัญญาหลักที่ไม่ได้รับการแก้ไขยังคงมีผลตามเดิม และให้ถือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก รวมถึงกำหนดว่าผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ว่าจ้างอันเนื่องมาจากการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้
สัญญาฉบับดังกล่าวลงนามโดยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะผู้ว่าจ้าง และ น.ส.ฐิตารีย์ จันทพันธ์ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามผูกพันกิจการค้าร่วม ทีเอช ในฐานะผู้รับจ้าง โดยหน้าสุดท้ายของเอกสารระบุว่า สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมจัดทำขึ้น 2 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกัน และคู่สัญญาได้อ่านและเข้าใจรายละเอียดก่อนลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราไว้เป็นหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายละเอียดทั้งหมด จุดที่ต้องติดตามต่อหลังเริ่มให้บริการจริงจึงอยู่ที่ จำนวนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่ถูกนำมาคิดค่าบริการในแต่ละเดือน และยอดเงินที่รัฐเบิกจ่ายจริงเมื่อเทียบกับเพดานค่าบริการ Generative AI ที่วางไว้ในสัญญา เนื่องจากแม้วงเงินสัญญายังคงอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท แต่โครงสร้างใหม่ผูกการจ่ายค่าบริการ AI เข้ากับจำนวนผู้ใช้จริงตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนโมเดลจาก Typhoon 2.5 เป็น OpenThai 2.0 Legal ก็เป็นอีกประเด็นที่ควรติดตามว่า เมื่อเริ่มให้บริการแล้ว โมเดลที่ส่งมอบและเปิดให้ประชาชนใช้งานจริงจะเป็นไปตามรายละเอียดและคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมและภาคผนวกหรือไม่

