'ดีอี' ปัดจ้าง IO อวย 'TH-AI Passport' บอกทุกวันนี้มีแต่โดนถล่ม ทยอยส่งข้อมูล ป.ป.ช. หลังรับเป็นสำนวน ยันข้อมูลส่วนบุคคลเก็บในไทย ส่วน Prompt ไปต่างประเทศต้องปกปิดตัวตน-ห้ามนำไปฝึก AI ต่อ
เมื่อวันที่ 21 ส.ค.69 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงความคืบหน้าโครงการ TH-AI Passport หลังเปิดลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.69 โดย ณ เวลา 13.30 น. มียอดลงทะเบียน 1,132,496 ราย ก่อนเริ่มเปิดใช้งานจริงวันที่ 31 ส.ค.69 พร้อมชี้แจงข้อสงสัยทั้งเรื่องการแก้สัญญา การจ่ายเงินแบบ Pay Per Active User ความปลอดภัยของข้อมูล การส่ง Prompt ไปประมวลผลกับ AI ต่างประเทศ ตลอดจนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ IO สนับสนุนโครงการ
สาระสำคัญของสัญญาที่แก้ไขใหม่ คือรัฐจะไม่จ่ายเงินตามจำนวนผู้ลงทะเบียน แต่จะจ่ายเมื่อผู้ได้รับสิทธิ์เข้าใช้ AI Model ระดับ Premium หรือ Pro และส่ง Prompt ใช้งานจริง ขณะเดียวกัน ข้อมูลส่วนบุคคลและฐานข้อมูลของโครงการจะจัดเก็บในประเทศไทย ส่วน Prompt ที่ต้องใช้โมเดล AI ต่างประเทศจะผ่านการคัดกรองและปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลก่อนส่งไปประมวลผล โดยกำหนดเงื่อนไขไม่ให้เจ้าของโมเดลนำข้อมูลไปจัดเก็บหรือ Train AI ต่อ
◉ ทำไมต้องแก้สัญญา และ Pay Per Active User ต่างจากเดิมอย่างไร
นายพชรอธิบายว่า การแก้ไขสัญญาเกิดขึ้นหลังรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดส่งผลการพิจารณากลับมาเมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 ก่อนผ่านกระบวนการภายในของ สดช. ซึ่งเป็นเจ้าของสัญญา และลงนามสัญญาที่แก้ไขแล้วเมื่อวันที่ 18 ส.ค.69 จากนั้นนำสัญญาขึ้นเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ สดช. ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.69
สัญญาเดิมเป็นลักษณะการจ้างทำของตามสัญญามาตรฐานของภาครัฐ ซึ่งต้องกำหนดกรอบวงเงิน ระยะเวลา และงวดงานชัดเจน จึงแบ่งการจ่ายออกเป็น 5 งวด แม้แนวคิดของโครงการตั้งแต่ต้นต้องการผูกการจ่ายเงินกับจำนวนผู้ใช้งานจริงก็ตาม กระทรวงจึงแก้สัญญาให้การจ่ายแบบ Pay Per Active User ปรากฏชัดขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทั้งฝ่ายรัฐและผู้รับจ้าง และทำให้การจ่ายเงินสัมพันธ์กับการใช้งานจริงมากกว่าเดิม
การลงทะเบียนจึงไม่เท่ากับการเบิกจ่ายเงิน แม้ผู้ลงทะเบียนจะได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ แต่จะถูกนับเป็น Active User ต่อเมื่อเข้าใช้ AI Model ระดับ Pro หรือ Premium และมีการส่ง Prompt หากเพียงเข้าสู่ระบบแต่ไม่ได้ใช้ Pro หรือใช้บริการในระดับทั่วไป จะไม่ถูกนับเป็น Active User และไม่เกิดการจ่ายเงินในส่วนนั้น
◉ สิทธิ์ 5 ล้านคนใช้อย่างไร ใครหลุดสิทธิ์ต้องต่อคิวใหม่
โครงการกำหนดสิทธิ์ใช้งานไว้ 5 ล้านสิทธิ์ โดยผู้ที่เข้ามาในช่วง 3 เดือนแรก (ก.ย.-พ.ย.) จะเริ่มต้นด้วยสิทธิ์เข้าใช้โมเดลระดับ Pro พร้อมคะแนน 100 คะแนน ซึ่งคะแนนดังกล่าวเชื่อมกับการอบรมและการรักษาสิทธิ์ในแต่ละเดือน หากต้องการใช้ Pro ต่อเนื่อง ผู้ใช้ต้องเข้าอบรมเพื่อสะสมคะแนนให้เพียงพอสำหรับรอบเดือนถัดไป
ส่วนผู้ที่เข้าร่วมหลังช่วง 3 เดือนแรกจะต้องผ่านการอบรมเพื่อสะสมคะแนนก่อน จึงจะสามารถเลื่อนขึ้นไปใช้โมเดลระดับ Pro ได้ ขณะที่การคิดเงินยังเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการส่ง Prompt ผ่านโมเดล Pro เท่านั้น
กรณีผู้ได้รับสิทธิ์แล้วไม่มีการใช้งานต่อเนื่องตามเงื่อนไข ระบบจะนำสิทธิ์กลับมาให้ผู้ที่อยู่ใน Waiting List โดยปลัดดีอียืนยันว่า ประชาชนสามารถลงทะเบียนเกิน 5 ล้านรายได้ แต่สิทธิ์ใช้งานจริงยังคงจำกัดไว้ที่ 5 ล้านสิทธิ์ ส่วนผู้สมัครเกินจำนวนจะรอคิวเพื่อทดแทนผู้ที่ไม่ได้ใช้งาน
เป้าหมายของระบบคะแนนไม่ได้มีเพียงการรักษาสิทธิ์ Pro แต่ต้องการให้ประชาชนเรียนรู้การใช้ AI มากกว่าการแชตทั่วไป โดยในโครงการมีหลักสูตรเพิ่มทักษะหลายรูปแบบ รวมถึงหลักสูตรที่มีประกาศนียบัตรจากผู้ให้บริการเทคโนโลยี เช่น Google และ Microsoft
◉ ข้อมูลอยู่ไทย แต่ Prompt ไปต่างประเทศหรือไม่
นายพชรแยกประเด็นนี้ออกเป็น 2 ส่วน โดยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด รวมถึงฐานข้อมูลที่ระบบต้องจัดเก็บ จะอยู่ในประเทศไทย ส่วนการพิสูจน์ตัวตนผ่าน ThaiD หรือแอปทางรัฐใช้เพื่อตรวจสอบไม่ให้บุคคลหนึ่งรับสิทธิ์ซ้ำ และเมื่อยืนยันตัวตนเสร็จ กระบวนการดังกล่าวจะแยกออกจากการใช้งาน AI
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้เลือก AI Model ที่เจ้าของอยู่ต่างประเทศ Prompt ยังคงต้องส่งไปประมวลผลกับระบบของเจ้าของโมเดล แต่จะผ่านกระบวนการ Screening และ Masking เพื่อตรวจจับและตัดข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ก่อน รวมถึงกรณีผู้ใช้พิมพ์ข้อมูลส่วนบุคคลของตนลงไปใน Prompt
"การยิง Prompt มันต้องไปประมวลต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะตัว AI เจ้าของมันคือต่างประเทศ แต่เราอยากได้ข้อมูลของการใช้งาน ไม่ได้อยากได้ข้อมูลของตัวคนใช้ เราอยากได้ข้อมูลการใช้งานเพื่อนำมาประมวลรวม แล้วมาพัฒนา AI สัญชาติไทย" นายพชร กล่าว
ขณะเดียวกัน TOR กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องมีข้อตกลงกับเจ้าของ AI ว่า ข้อมูลที่นำไปประมวลผลแล้วจะต้องไม่ถูกเก็บไว้เพื่อนำไป Train หรือต่อยอดโมเดลของผู้ให้บริการต่างประเทศ ส่วนข้อมูลคำถาม-คำตอบที่กลับมายังโครงการจะไม่ผูกกับตัวบุคคล และมีเป้าหมายนำชุดข้อมูลไปต่อยอดการพัฒนา AI ไทยภายหลัง
◉ 'ดีอี' รับประกันได้หรือไม่ว่าข้อมูลจะไม่รั่ว
ปลัดดีอียอมรับตรงไปตรงมาว่า ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ใดสามารถรับรองความปลอดภัยได้ 100% แต่กระทรวงมีหน้าที่โดยตรงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จึงต้องใช้มาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ พร้อมมีกระบวนการหยุดระบบและแก้ไขหากตรวจพบเหตุผิดปกติ
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ยังยกตัวอย่าง Government Cloud หรือ GDCC ซึ่งรองรับประมาณ 1,200 หน่วยงาน และราว 4,000 ระบบงาน โดยระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดการรั่วไหลจากกระบวนการของ Cloud กลาง แม้ยอมรับว่าความเสี่ยงทางไซเบอร์ไม่สามารถทำให้เป็นศูนย์ได้
หากผู้ที่ลงทะเบียนแล้วเปลี่ยนใจ สามารถขอยกเลิกได้ โดยติดต่อเจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลส่วนบุคคลผ่านช่องทางที่แสดงบนเว็บไซต์ ซึ่งฝ่ายโครงการยืนยันว่าเป็นความสมัครใจของประชาชน ไม่ได้บังคับให้ต้องเข้าร่วม
◉ AI ตกรุ่นหรือไม่ และ 31 ส.ค. ระบบจะเปลี่ยนอะไร
สำหรับข้อสังเกตว่า AI Model ที่อยู่ในโครงการอาจตกรุ่นก่อนเปิดใช้งาน กระทรวงยอมรับว่าเป็นข้อจำกัดตามธรรมชาติของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ TOR ได้เขียนเงื่อนไขรองรับการปรับเปลี่ยนโมเดลเป็นระยะไว้แล้ว โดยผู้ให้บริการต้องดูแลให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เมื่อเปิดใช้งานจริงวันที่ 31 ส.ค.69 ระบบจะเปลี่ยนจากโดเมน .net ที่ใช้ในช่วงลงทะเบียนล่วงหน้าเป็น .go.th โดยผู้ที่ลงทะเบียนไว้แล้วไม่ต้องสมัครใหม่ ข้อมูลเดิมจะถูกนำไปใช้ต่อกับระบบจริง ขณะที่ Dashboard สำหรับติดตามข้อมูลการลงทะเบียนและความคืบหน้าจะสามารถดูได้เมื่อระบบเปิดใช้งานจริง
◉ จ้าง IO อวยโครงการจริงหรือไม่
อีกประเด็นคือข้อกล่าวหาว่า อาจมีการใช้ IO เพื่อสนับสนุน TH-AI Passport หรือตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์โครงการ ซึ่งนายพชรปฏิเสธ พร้อมอธิบายว่า ภาครัฐไม่สามารถว่าจ้าง IO เพื่อดำเนินการในลักษณะดังกล่าวได้ สิ่งที่กระทรวงทำได้คือการติดตามข้อมูลบนโลกออนไลน์ และหากพบเนื้อหาที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
"โครงการนี้ไม่มี IO เอาไว้อวยโครงการ ไม่รู้จะจ้างไปทำไม ไม่สามารถครับ และไม่ใช่หน้าที่ของรัฐที่จะต้องไปหา IO ไปทำอะไรด้วย เรามีแต่ว่าเราต้องให้ข้อเท็จจริงเท่านั้น" นายพชร กล่าว
นายพชรยังกล่าวติดอารมณ์ขันว่า "ทุกวันนี้มีแต่โดน IO ถล่ม" ก่อนยืนยันว่า บทบาทของกระทรวงคือการให้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่การจัดตั้ง IO เพื่อสนับสนุนโครงการ
เมื่อถูกถามต่อถึงความกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ นายพชรตอบว่า ไม่ได้กังวล และจะว่ากันตามข้อเท็จจริง เพราะหน่วยงานมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ดีที่สุด หากไม่ทำหน้าที่ก็อาจถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน
◉ มีหน่วยงานรับเรื่องตรวจสอบแล้วหรือยัง
ส่วนการตรวจสอบโครงการ นายพชรกล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับเรื่องเป็นสำนวนแล้ว และมีหนังสือขอข้อมูลมายังกระทรวง โดยกระทรวงกำลังทยอยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง TOR และที่มาของโครงการ
ส่วนการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ นายพชรกล่าวว่า หากมีหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ กระทรวงก็จะตอบกลับและส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าชี้แจง โดยมีทั้งคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่เชิญหน่วยงานไปให้ข้อมูลเป็นระยะ หากปลัดหรือเลขาธิการ สดช. ติดภารกิจ ก็จะมอบหมายผู้ที่รู้รายละเอียดโครงการเข้าชี้แจงแทน ไม่ใช่ส่งผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปตอบคำถาม
◉ เป้าหมาย 5 ล้านคือ KPI ทั้งหมดหรือไม่ แล้วมีเฟส 2 ไหม
นายพชรระบุว่า ตัวชี้วัดแรกของโครงการคือเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ์ แต่ตัวชี้วัดถัดไปจะให้น้ำหนักกับผลลัพธ์มากขึ้น โดยเฉพาะทักษะของประชาชนที่เข้ามาเรียนและอบรม ไม่ได้มองเพียงยอดลงทะเบียนเป็นตัวเลขสุดท้ายของความสำเร็จ
สำหรับโครงการระยะต่อไป นายพชรระบุว่า ยังไม่ควรตัดสินใจในขณะนี้ โดยต้องรอให้โครงการปัจจุบันสิ้นสุดและประเมินผลก่อน หากผลออกมาดีและยังมีความต้องการใช้ต่อจึงกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งตามกรอบเวลาที่ประเมินไว้ หากมีโครงการต่อเนื่องอาจต้องไปถึงปีงบประมาณ 2571
ส่วนข้อสังเกตว่าการเร่งยอดลงทะเบียนถูกใช้เป็นตัวประกัน เพื่อทำให้โครงการต้องเดินหน้าต่อ ปลัดดีอีปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง โดยโครงการเดินมาตามขั้นตอน แม้จะเลื่อนจากกำหนดเดิมไปมากกว่าหนึ่งเดือน และการเปิด Pre-registration ก่อนวันใช้งานจริงเป็นนโยบายที่วางไว้เพื่อให้ประชาชนสมัครล่วงหน้า
สำหรับแผนประชาสัมพันธ์ผ่านจอประมาณ 6,000 จุดตามเงื่อนไขโครงการ กระทรวงยืนยันว่าไม่ได้ถูกตัดออก เพียงยังไม่เริ่มใช้เต็มรูปแบบ เพราะโครงการยังไม่เปิดใช้งานจริง และต้องวางแผนประชาสัมพันธ์ให้กระจายตลอดระยะเวลาโครงการ ไม่ใช่ใช้ทั้งหมดตั้งแต่ช่วงลงทะเบียนล่วงหน้า

