ปราจีนบุรี - นักวิชาการ สวล. ตั้งคำถามทิศทางการพัฒนาภาคตะวันออก หลังเดินหน้าเกือบ 1 ทศวรรษ ชี้การลงทุนต่างชาติขยายตัว แต่คนไทยอาจไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ห่วงปราจีนบุรีเสี่ยงเผชิญขยะอุตสาหกรรม-ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดความไม่ พอใจของคนในพื้นที จนนำๆไปสู่ การรวมตัวคัดค้านการขยายพื้นที่ eec
การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) เดินหน้ามาเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอุตสาหกรรมและการลงทุนขนาดใหญ่กำลังนำมาสู่คำถามสำคัญจากภาคประชาชนและนักวิชาการว่า ผลประโยชน์จากการพัฒนา EEC ตกอยู่กับใคร และคนไทยในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด
ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม จากกลุ่ม EEC Watch มองว่า ตลอดช่วงเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา EEC สามารถดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีโจทย์ที่ต้องเร่งทบทวน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม กากอุตสาหกรรม การใช้ทรัพยากร และโครงสร้างการจ้างงาน
โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีคำถามว่า เมื่อทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คนในพื้นที่จะได้รับโอกาสจากการพัฒนาอย่างแท้จริงหรือไม่
“เจ้าของโรงงานคือคนจีน คนทำงานให้เขามีทั้งคนจีนและคนเมียนมา แล้วคนไทยอยู่ตรงไหน”
คำถามดังกล่าวสะท้อนความกังวลต่อโครงสร้างการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป แม้การลงทุนจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตำแหน่งงาน แต่จำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่า คนไทยได้รับงานที่มีคุณภาพและมีโอกาสก้าวหน้าในห่วงโซ่การผลิตมากเพียงใด
ดร.สมนึก เห็นว่า การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ควรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ EEC แต่ต้องวัดจากการสร้างงานให้คนไทย การยกระดับทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงกับการลงทุนขนาดใหญ่ได้จริง
ห่วง “ขยะอุตสาหกรรม” ทะลัก ปราจีนบุรีเสี่ยงเป็นปลายทางของเสีย
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ กากอุตสาหกรรม ขยะอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเมื่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนย้ายของเสียข้ามพรมแดน
พื้นที่ภาคตะวันออกจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นฐานคัดแยก รีไซเคิล หรือกำจัดของเสีย หากระบบควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางไม่รัดกุมเพียงพอ โดยเฉพาะของเสียที่มีสารอันตราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ อากาศ และชุมชนในระยะยาว
สำหรับปราจีนบุรี มีการตั้งข้อกังวลว่า หากภาครัฐไม่สามารถควบคุมการนำเข้า การขนส่ง และการกำจัดกากอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่บางส่วนอาจกลายเป็นแหล่งรองรับของเสียจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ ขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย
จึงเกิดคำเตือนว่า “สองอำเภอในปราจีนบุรีอาจเป็นที่ทิ้งขยะของโลก” ซึ่งแม้จะเป็นข้อกังวลจากภาคประชาชนและนักวิชาการ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีระบบตรวจสอบและติดตามกากอุตสาหกรรมที่เข้มงวดมากขึ้น จนในที่สุดทำให้เกิดความไม่ พอใจของคนในพื้นที และนำไปสู่ การรวมตัวคัดค้านการขยายพื้นที่ eec

