ประเด็นโต้เถียงเกี่ยวกับอนาคตปัญญาประดิษฐ์ในอเมริกากำลังหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเร่งแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเอไอ แต่ขณะเดียวกันมันโหมกระพือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ที่กังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความรวดเร็วในการพัฒนา
ระหว่างเดินทางเยือนเคนทักกี ทาง คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ วางกรอบวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ต่อการยกระดับศักยภาพด้านเอไอของประเทศ โดยเน้นย้ำเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ "จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่อีกมากมาย ดาตาเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ มีการจ้างงานหลายพันตำแหน่งและมีเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ในพื้นที่ชนบททางตะวันตกของเคนทักกี"
รัฐบาลอ้างว่าโครงการเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมความเข้มแข็งแก่โครงข่ายพลังงานของประเทศ สร้างงานและรักษาไว้ซึ่งความได้เปรียบด้านการแข่งขันของอเมริกาในด้านปัญญาประดิษฐ์
อย่างไรก็ตามในขณะเดียวกันนั้น รัฐนิวยอร์กตัดสินใจระงับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์บางส่วน โดยที่พวกเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงอยู่ระหว่างการประเมินความกังวลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม แนวทางที่แตกต่างกันนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงในระดับชาติในวงกว้าง เกี่ยวกับกรณีที่ว่าสหรัฐฯขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวดเร็วแค่ไหน ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการข่าว "The National News Desk" ทาง ชัค ฟลินท์ ซีอีโอของกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ไม่แสวงหาผลกำไร ระบุว่าองค์กรของเขาเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการข่าวกรองของทั้งสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา ทำการสืบสวนในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าอาจเป็นยุทธการหนึ่งๆ ซึ่งร่วมมือกับอิทธิพลต่างชาติ โดยมีเป้าหมายชะลอเตะถ่วงการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐฯ
"เรารู้ว่าสื่อมวลชนแห่งรัฐทั้งหลายในจีน ทั้งซีจีทีเอ็น, ไชนาเดลลี และโกลบอลไทม์ส รวมถึงสถานีโทรทัศน์อาร์ที ในรัสเซีย กำลังดำเนินยุทธการร่วมกัน" ฟลินท์ระบุ พร้อมอ้างว่าสื่อมวลชนแห่งนี้โปรโมทคำกล่าวอ้างที่ว่าศูนย์ดาต้าไอเอจะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอย่างมาก และใช้น้ำในปริมาณมากเกินควร พร้อมกับส่งเสริมยุยงคัดค้านโครงการใหม่นี้
ฟลินท์ ยังกล่าวอ้างด้วยว่า มียุทธการบนสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน ที่เชื่อมโยงกับองค์กรต่างๆที่เขากล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการขยายผลข้อความต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เขาไม่ได้นำเสนอหลักฐานใดๆระหว่างการสัมภาษณ์ ในข้อกล่าวหาที่ว่ามีการร่วมมือกันระหว่างองค์กรเหล่านี้กับรัฐบาลต่างชาติ
ซีอีโอของกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก ยังพูดถึงประเด็นความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเอไอที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเขาชี้ว่าคำกล่าวหาผู้คนบางส่วนที่มีต่อดาต้าเซ็นเตอร์นั้นเป็นคำกล่าวอ้างเกินจริง "โดยเฉลี่ยแล้ว ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล ใช้น้ำในปริมาณพอๆ กับสนามกอล์ฟในท้องถิ่นของคุณ" เขากล่าว "มันใช้น้ำราวๆ 100,000 แกลลอนต่อวัน เปรียบเทียบกับ 312,000 แกลลอนต่อวัน สำหรับสนามกอล์ฟหนึ่งๆ"
เขายังโต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่าศูนย์ข้อมูลเป็นสาเหตุของค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยในตลาดพลังงานในภาพรวมแทน
ความเคลื่อนไหวของ ฟลินท์ มีขึ้นหลังจากแคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กลงนามคำสั่งผู้บริหาร ประกาศระงับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์(ศูนย์ข้อมูล) ขนาดใหญ่เป็นเวลา 1 ปี โดยคำสั่งนี้จะบังคับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ ‘ไฮเปอร์สเกล’ ที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป
ในระหว่างช่วงเวลาการระงับนี้ รัฐจะไม่ออกใบอนุญาตใหม่ และจะเร่งพัฒนามาตรฐานเพื่อควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความต้องการพลังงาน และการใช้น้ำ โดยการระงับนี้จะถูกยกเลิกก็ต่อเมื่อรัฐสามารถกำหนดนโยบายและมาตรฐานที่ชัดเจนได้สำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐยังเสนอให้ยกเลิกการยกเว้นภาษีการขายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อีกด้วย
รัฐนิวยอร์กมองว่า การสั่งระงับโครงการดังกล่าว มีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ค่าไฟของประชาชนแพงขึ้น ปัจจุบันนิวยอร์กมีค่าไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัยแพงเป็นอันดับ 8 ของประเทศ การขยายตัวของดาต้า เซ็นเตอร์ ทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าและทำให้ค่าสาธารณูปโภคของประชาชนแพงขึ้นตามไปด้วย ผู้ว่าการรัฐจึงต้องการเวลาศึกษา โดยอาจออกข้อกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นหรือต้องจัดหาพลังงานเอง
นอกจากนี้ รัฐนิวยอร์กยังมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใช้ทรัพยากรสูงมาก และอาจสร้างผลกระทบต่อท้องถิ่น ผู้ว่าการรัฐจึงต้องการใช้เวลา 1 ปีนี้ในการสร้างกรอบนโยบายที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องแหล่งน้ำ ลดมลพิษทางเสียง และลดผลกระทบจากการใช้พื้นที่
ทางรัฐนิวยอร์กต้องการให้แน่ใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ต้องอยู่ภายใต้ "มาตรฐานที่สอดคล้องกัน" และต้องสร้างประโยชน์และการลงทุนกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นที่ยินยอมให้ก่อสร้าง
นอกจาก รัฐนิวยอร์กแล้ว หลายรัฐในสหรัฐฯ ก็เริ่มพิจารณามาตรการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ รัฐเมน ที่เคยผ่านร่างกฎหมายระงับการก่อสร้าง แต่กลับถูกผู้ว่าการรัฐใช้สิทธิวีโต้ ปัดตกไปในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้นิวยอร์กกลายเป็นรัฐแรกที่บังคับใช้มาตรการนี้ได้สำเร็จ
ส่วน รัฐเท็กซัส แม้ไม่ได้สั่งหยุดดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งรัฐ แต่รอยเตอร์สรายงานว่า การพัฒนาโครงการใหม่ชะลอตัวลงจากข้อจำกัดและการพักบางส่วนของการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า จนสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ ปรับลดประมาณการการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในเท็กซัสปี 2027 จากเดิม 14% เหลือ 6% โดยปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการพักการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่
นอกจากนี้รอยเตอร์สยังรายงานว่า ผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง PJM เสนอแนวทางให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสลับไปใช้ไฟสำรองของตนเองในภาวะฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและป้องกันผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟทั่วไป
(ที่มา:เคฟ็อกซ์14/รอยเตอร์ส/mgronline)

