xs
xsm
sm
md
lg

ฮั้ว สว.บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี 7กกต. กับวิกฤตศรัทธาที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:

หนึ่งความคิด/สุรวิชช์ วีรวรรณ

ภายในสิ้นเดือนนี้ คดีฮั้วเลือก สว.กำลังเดินมาถึงจุดที่สำคัญที่สุดแล้ว ไม่ใช่เพราะเรากำลังจะรู้ว่า สว.138 คนและนักการเมืองกับเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 คนผิดหรือไม่ผิด เพราะในที่สุดคนที่จะวินิจฉัยเรื่องนั้นจริงๆ ควรเป็นศาล

แต่สิ่งที่เรากำลังที่สังคมกำลังจับตา คือ กกต.จะยอมให้คดีนี้เดินไปถึงศาลหรือไม่ นี่ต่างหากคือเรื่องใหญ่ที่จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีของกกต.ทั้ง 7 คน

คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงาน กกต.กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งเอกสาร พยานบุคคล พยานแวดล้อม ข้อมูลการติดต่อ เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์ต่างๆ ก่อนมีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ว่า มีมูลควรดำเนินคดีกับบุคคล 229 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน กับนักการเมืองและเครือข่ายอีก 91 คน

แต่เรื่องกลับไม่ได้เดินตรงจากชุดที่ 26 ไปสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ กกต.กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาซ้ำอีกครั้ง


ที่น่าสนใจคือ คณะนี้มี 7 คน โดยมีรายงานว่า กกต.ทั้ง 7 คนเสนอชื่อกันคนละหนึ่งคน ก่อนที่คณะชุดนี้จะลงมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยกคำร้องทั้งหมด ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นควรชี้มูลบุคคลในกลุ่ม สว.จำนวน 134 คน

พูดง่ายๆ คือ หลักฐานชุดเดียวกัน คณะชุดหนึ่งบอกว่า มีมูลถึง 229 คน อีกคณะหนึ่งบอกว่า ไม่มีมูลแม้แต่คนเดียว นี่เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะในช่วงหลังไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องโพย รายชื่อผู้สมัคร การนัดรวมตัว การเดินทางเป็นกลุ่ม การจัดทำโพยก่อนวันเลือก รูปแบบ Block Vote คะแนนที่ซ้ำกันเป็นชุด ข้อมูลการโอนเงิน รวมถึงพยานที่อธิบายวิธีจัดระบบผู้สมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดไปจนถึงระดับประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อมูลเรื่องโพย 140 คนที่ถูกอ้างว่าตรงกับผลสุดท้ายอย่างน่าประหลาด คือ 138 คนได้เป็น สว.จริง และอีก 2 คนเป็นสำรอง หลักฐานแต่ละชิ้นอาจอธิบายแยกออกจากกันได้ เราจะเชื่อไหมว่า โพยอาจมีคนทำขึ้นเอง หรือคนเดินทางด้วยกันไม่จำเป็นต้องฮั้วกัน รวมถึงการโอนเงินก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อเสียง

แล้วเชื่อไหมว่า คนลงคะแนนเหมือนกันหมู่มากแบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ปัญหาของคดีนี้อยู่ตรงที่ เมื่อเอาหลักฐานเหล่านั้นมาต่อกัน มันกลับเล่าเรื่องเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่สังคมจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้เรียกร้องให้ กกต.ตัดสินว่าใครผิด แต่กำลังเรียกร้องสิ่งที่ง่ายกว่านั้นมากคือ ส่งให้ศาลเป็นคนตัดสิน เพราะ กกต.ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นศาลเสียเอง

ยิ่งไปกว่านั้น รายชื่อ 229 คนไม่ได้มีแต่ผู้สมัคร สว.หรือบุคคลที่สังคมไม่รู้จัก ในกลุ่มฝ่ายการเมืองมีบุคคลสำคัญระดับศูนย์กลางอำนาจของพรรคภูมิใจไทยอยู่ด้วย คนแรกคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 187 ของบัญชีผู้ถูกกล่าวหา

ตามมาด้วย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล, สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, ไชยชนก ชิดชอบ, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, พิมพฤดา ตันจรารักษ์, ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์, ไตรศุลี ไตรสรณกุล, ศุภมาส อิศรภักดี, กรวีร์ ปริศนานันทกุล, วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, ชลัฐ รัชกิจประการ, ธนยศ ทิมสุวรรณ, จักรกฤษณ์ ทองศรี, กิตติ กิตติธรกุล, นภินทร ศรีสรรพางค์, พิชัย ชมภูพล, สุขสมรวย วันทนียกุล, ภราดร ปริศนานันทกุล, แนน บุณย์ธิดา สมชัย และสมเจตน์ ลิมปะพันธ์

ก่อนจะไปจบที่บุคคลสำคัญอีกคนคือ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งอยู่ลำดับที่ 228

รายชื่อทั้งหมดนี้คือ ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และทุกคนย่อมได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการวินิจฉัยตามกระบวนการกฎหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายชื่อเหล่านี้ก็อธิบายได้ดีว่า ทำไมคดีนี้จึงมีความหมายทางการเมืองสูงอย่างยิ่ง

เพราะถ้าคดีเดินไปถึงศาล มันไม่ได้กระทบเพียง สว.138 คน แต่สามารถกระทบถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคแกนนำรัฐบาลโดยตรง และตรงนี้เองที่ทำให้โครงสร้างของ กกต.ชุดปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้

กกต.ปัจจุบัน 4 ใน 7 คน คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต., อนันต์ สุวรรณรัตน์, ณรงค์ รักร้อย และจิรุตม์ วิศาลจิตร ล้วนได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ขณะที่ สว.138 คนในวุฒิสภาชุดเดียวกันกำลังอยู่ในบัญชีผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้

ส่วน ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่เนื่องจากกระบวนการสรรหาผู้มาแทนยังไม่แล้วเสร็จ และมีการจับตาท่าทีของเขาอย่างมากในคดีนี้เช่นกัน เพราะระยะหลังเขามีมติไปทางเดียวกับ 4 กกต.ที่มาจากสว.ชุดนี้

สิ่งที่เราต้องจับตาไม่ใช่การกล่าวหา กกต.คนใดว่ารับคำสั่งจากใคร แต่เป็นเรื่อง Conflict of Confidence หรือความขัดแย้งในเชิงความเชื่อมั่น

เมื่อองค์กรที่จะตัดสินว่าจะส่งคดีของ สว.ไปถึงศาลหรือไม่ มีกรรมการเสียงข้างมากที่ส่วนหนึ่งเพิ่งผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดเดียวกันนั้น การตัดสินทุกอย่างจึงต้องโปร่งใสกว่าคดีปกติหลายเท่า ไม่ใช่น้อยกว่า

ตอนนี้จึงมีการพูดถึง 3 ทางที่ กกต.อาจเลือก

ทางแรก ยึดตามความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 แล้วส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนเข้าสู่กระบวนการศาล

ทางที่สอง ยึดตามความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน ไม่ส่งคดีไปถึงศาล

และทางที่สามคือ ชี้มูลเฉพาะบางคน แล้วตัดบางคนออกจากคดี

ทางที่สามนี่แหละที่น่าจับตามองที่สุด

เพราะมันสามารถกลายเป็นทางลงทางการเมืองที่ดูเหมือนว่า กกต.ไม่ได้ปล่อยคดีทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเลือกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลชั้นนอก โดยไม่กระทบไปถึงบุคคลสำคัญในโครงสร้างการเมืองได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง คำถามง่ายๆ ที่ กกต.ต้องตอบก็คือ ใช้หลักอะไรแบ่งว่า คนไหนต้องไปศาล คนไหนไม่ต้องไป

โดยเฉพาะเมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นผู้สอบสวนพยานจริง เห็นว่ามีมูลถึง 229 คน และคณะชุดที่ 36 กลับเห็นว่าไม่มีมูลทั้ง 229 คน ถ้า กกต.ชุดใหญ่สร้างคำตอบที่สามขึ้นมาคือ “ผิดบางคน” ก็ยิ่งต้องอธิบายให้ได้ละเอียดว่า หลักฐานส่วนใดเชื่อมถึงคนหนึ่งแต่ไม่เชื่อมถึงอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่เลือกตัดตรงจุดที่สะดวกทางการเมือง

วันนี้มีรายงานด้วยว่า ใน กกต.เองมีกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนมีท่าทีว่า หากเสียงข้างมากลงมติไม่ส่งคดีไปศาล จะขอบันทึกความเห็นแย้งไว้ หากท้ายที่สุดเกิดขึ้นจริง ความเห็นแย้งนั้นจะมีความสำคัญมาก เพราะมันจะกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า ภายในองค์กรผู้มีอำนาจชี้ชะตาคดีนี้เองก็ไม่ได้เห็นพ้องกันทั้งหมด

และนั่นทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับอีกองค์กรอิสระหนึ่ง คือ ป.ป.ช. กรณีของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จนความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่ต่อมาเมื่อประเด็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินเข้าสู่ ป.ป.ช. ป.ป.ช.กลับมีมติว่า พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง จึงไม่ชี้มูล

ต้องย้ำว่าเป็น คนละฐานความผิด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือผลที่เกิดขึ้นต่อความรู้สึกของสังคม เมื่อประชาชนเห็นข้อเท็จจริงชุดหนึ่ง และองค์กรอิสระให้คำอธิบายอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่จะพังลงก่อนเรื่องอื่นไม่ใช่ตัวคดี แต่คือ ความเชื่อถือ

กกต.จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้คดีฮั้ว สว.กลายเป็นภาพซ้ำของปัญหานี้ เพราะคดีฮั้ว สว.ใหญ่กว่าศักดิ์สยามคนเดียวมาก มันเกี่ยวข้องกับที่มาของวุฒิสภาทั้งสภา เกี่ยวข้องกับองค์กรที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ และตำแหน่งสำคัญอีกมากมาย และที่สำคัญ วุฒิสภาชุดนี้ได้ใช้อำนาจเหล่านั้นไปแล้ว

ถ้าต้นทางของอำนาจถูกตั้งคำถาม แต่กระบวนการตรวจสอบต้นทางกลับถูกปิดไม่ให้ไปถึงศาล ปัญหาจะไม่หยุดอยู่ที่ว่า “สว.ฮั้วหรือไม่” แต่จะกลายเป็นคำถามว่า องค์กรอิสระของประเทศไทยยังสามารถตรวจสอบอำนาจทางการเมืองได้จริงหรือไม่

ผมจึงคิดว่า กกต.เหลือทางเลือกที่รักษาความเชื่อมั่นของตัวเองได้ไม่มากนัก กกต.ไม่จำเป็นต้องประกาศว่า 229 คนผิด เพียงแต่ต้องยอมรับว่า เมื่อคณะไต่สวนของตัวเองกับ DSI สอบแล้วเห็นว่ามีมูล เมื่อมีโพย มีรูปแบบคะแนน มีพยาน มีข้อมูลการเงิน มีข้อมูลการเดินทาง และมีข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ต้องชั่งน้ำหนัก คนที่ควรชี้ขาดสุดท้ายคือศาล

ถ้า กกต.เสียงข้างมากออกมาในลักษณะ 5 ต่อ 2 ตามรอยมติของอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้วยกคำร้องทั้งหมด หรือแม้แต่ใช้วิธีตัดตอนส่งเพียงบางคนไปศาล โดยบุคคลสำคัญทางการเมืองทั้งหมดกลับหลุดออกจากคดี ทั้งที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เคยเห็นว่ามีมูล

ผมคิดว่าคราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียง “คดีฮั้ว สว.จบ”แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ วิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระครั้งใหญ่ จาก ป.ป.ช.มาถึง กกต. และจาก กกต.จะลามต่อไปถึงความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองทั้งระบบ เพราะเมื่อประชาชนไม่เชื่อว่าองค์กรที่รัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เป็นกรรมการสามารถทำหน้าที่กรรมการได้อย่างเป็นอิสระแล้ว

สิ่งที่เสียหายไม่ใช่คนเจ็ดคน แต่คือความน่าเชื่อถือต่อวิกฤตศรัทธาต่อระบอบการเมือง และวันนั้น ต่อให้ กกต.เขียนคำวินิจฉัยหนาเป็นพันหน้า คำถามง่ายๆ ของประชาชนก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมว่า ถ้าหลักฐานขนาดนี้ยังไม่มากพอให้ศาลเป็นคนตัดสิน แล้วประเทศไทยจะต้องมีหลักฐานมากขนาดไหน จึงจะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้