ประเด็นนี้เป็นประเด็นนโยบายสาธารณะ และกำลังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ในวงการเศรษฐกิจการเมืองทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในไทย เพราะ Data Center มีลักษณะเฉพาะตัวคือ "เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทุน High-CAPEX ใช้พลังงานสูงมาก แต่ใช้แรงงานมนุษย์ต่ำมาก (Low Employment Generation)"
เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง "ภาพฝันที่รัฐบาลนำเสนอ" กับ "ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง" จะมีดังต่อไปนี้
ภาพฝันที่รัฐอ้าง vs ความเป็นจริง
ประเด็นที่รัฐบาลชู : การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer)
ความเป็นจริง : ในทางปฏิบัติ การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer)เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะเทคโนโลยีระดับสูง ถูกเก็บรักษาอย่างเข้มงวดโดยผู้ลงทุนต่างชาติ เช่น Microsoft, Google, AWS ฝั่งไทยได้เรียนรู้หลักๆ เพียงเทคนิคการบริหารจัดการระบบระบายความร้อน (Cooling System), ระบบสำรองไฟ (UPS/HVAC) และงานดูแลโครงสร้างพื้นฐานระดับปฎิบัติการ
ประเด็นที่รัฐบาลชู : การจ้างงานแรงงานไทย
ความเป็นจริง : สร้างงานน้อยมากในระยะยาว ช่วงก่อสร้างอาจเกิดการจ้างงานชั่วคราวหลักพันคน แต่เมื่อ Data Center ขนาดใหญ่เปิดใช้งานจริงจะใช้พนักงานประจำเพียง 30–100 คนต่อแห่ง เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็น ผู้ดูแลระบบ ,รปภ.,ซ่อมบำรุงระบบ
ประเด็นที่รัฐบาลชู : ตัวเลขเงินลงทุน BOI
ความเป็นจริง : กระจุกตัวในสินค้านำเข้า ตัวเลขการลงทุนหลายแสนล้านบาท ส่วนใหญ่ (70–80%) หมดไปกับ การสั่งซื้อ เซิร์ฟเวอร์,ชิป, Cooling System และ ซอฟต์แวร์ จากต่างประเทศ เงินไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทย
ใครได้ประโยชน์!?
กลุ่มทุนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง
กลุ่มที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก Data Center ในไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคือ กลุ่มทุนโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่แรงงานหรือผู้ประกอบการรายย่อย ได้แก่
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : เป็นผู้รับสัญญาก่อสร้างอาคารเฉพาะทาง (Data Center Facility) เช่น บริษัทซิโนไทยของตระกูล "ชาญวีรกูล"
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: ขายที่ดินแปลงใหญ่พร้อมโครงข่ายไฟฟ้า-น้ำ
กลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงาน: Data Center กินไฟมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP/SPP) ที่ทำสัญญาขายไฟระยะยาว รวมถึงดีลพลังงานสะอาด (PPA)
กลุ่มทรัพยากรน้ำ: ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water-cooled systems) ต้องการน้ำดิบปริมาณมหาศาล สัมปทานการจัดส่งน้ำอุตสาหกรรมจึงสร้างรายได้สม่ำเสมอให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการน้ำ
กลุ่มนายหน้าและเจ้าของที่ดิน: การกว้านซื้อที่ดินทำเลทองใกล้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีฐานเคเบิลใต้น้ำ
สรุปประชาขนและชาติ "ไม่ได้อะไรเลย" มิหนำซ้ำต้องรับความเสี่ยงและสิ่งที่ประเทศต้องจ่ายจากผลที่จะตามมาของ Data Center
นอกจากนี้ สิ่งที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่รู้ตัว คือ ต้นทุนทางทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ความมั่นคงด้านพลังงาน: Data Center ดึงกำลังการผลิตไฟฟ้าไปใช้อย่างมหาศาล หากบริหารจัดการไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อแผน PDP และโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประชาชน
การใช้น้ำ: การดึงน้ำไปใช้ระบายความร้อนในปริมาณสูง อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับภาคการเกษตรหรือการอุปโภคบริโภคในช่วงภัยแล้ง
แรงงาน : ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่สร้างความยั่งยืนด้านทักษะแรงงาน ประเทศไทยกลายเป็นเพียง ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ปลั๊กไฟ และ สายเคเบิล ให้ต่างชาติ
สรุป : จากนโยบายให้ไทยเป็น"ฮับ" ดาต้าเซ็นเตอร์โดยข้อกล่าวอ้างของรัฐบาลเรื่อง "การสร้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี" นั้น เกินจริงไปมาก เมื่อเทียบกับลักษณะของอุตสาหกรรม Data Center ผลประโยชน์ทางตรงตกอยู่กับกลุ่มทุนรับเหมา พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักเท่านั้น.

