xs
xsm
sm
md
lg

คนน่านโต้เดือด! ปมเขาหัวโล้น เปิดเหตุป่าหาย 1.2 ล้านไร่ ถามใครจ่าย “ค่ารักษาป่า”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เจ้าของโพสต์วัย 45 ปี ระบายความอัดอั้นหลังน้ำป่าถล่มปัว จ.น่าน ซัดคำวิจารณ์ “ปล่อยให้น่านจมน้ำ” ชี้ปัญหาเขาหัวโล้นไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่สะสมจากสัมปทานป่า นโยบายรัฐ ปัญหาที่ดิน และเกษตรเชิงเดี่ยว พร้อมย้ำคนน่านเร่งฟื้นฟูป่าและปรับสู่อาชีพยั่งยืน แต่ต้นไม้ยังโตไม่ทันวิกฤตภูมิอากาศ

วันนี้ (20 ส.ค.) กลายเป็นประเด็นเดือดสะพัดบนโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Nutch Prasopsin โพสต์ข้อความยาวระบายความอัดอั้นในวัย 45 ปี หลังเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมหนักในพื้นที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน จากปริมาณฝนสะสมสูงถึง 339.6 มิลลิเมตร จนนำไปสู่กระแสดราม่าในโซเชียลฯ ที่วิพากษ์วิจารณ์ซ้ำเติมคนในพื้นที่ เช่น "ปล่อยให้น่านจมน้ำไปเถอะ" หรือ "ตัดป่าทำเขาหัวโล้นเอง จะไปช่วยทำไม"

เจ้าของโพสต์ชี้แจงว่า ภาพภูเขาหัวโล้นที่เห็นเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหา เพราะพื้นที่ป่าที่หายไปกว่า 1.2 ล้านไร่ เกิดจากการสะสมมาตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ นโยบายรัฐ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน และระบบตลาดพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในขณะที่ชาวบ้านบนดอยมีต้นทุนชีวิตติดลบ การเข้าถึงระบบการศึกษาและสาธารณสุขในอดีตเป็นไปด้วยความยากลำบาก จำเป็นต้องเลือกทำอาชีพที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วที่สุดเพื่อประทังชีวิต พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังคนเมืองว่า หากต้องการให้หยุดทำลายป่า สังคมพร้อมจะร่วมจ่าย "ราคาของการรักษาป่า" ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชน หรือยอมซื้อวัตถุดิบในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าคนน่านไม่ได้งอมืองอเท้า แต่มีความพยายามฟื้นฟูพื้นที่และปรับเปลี่ยนรูปแบบเกษตรอย่างยั่งยืน เช่น โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ หรือการปลูกกาแฟคุณภาพสูงสร้างรายได้ร่วมกับไม้ใหญ่ที่ดอยมณีพฤกษ์ เพียงแต่ต้นไม้ที่ปลูกใหม่โตไม่ทันกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เห็นด้วยและเข้าใจมุมมองความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างมากขึ้น ขณะที่บางส่วนร่วมแลกเปลี่ยนว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมขนาดนี้ ต่อให้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอย่างกรุงเทพฯ ก็รับมือได้ยากเช่นกัน