ทลายแก๊งบัตรสีชมพูโยงข้าราชการทุจริต ปฏิบัติการกวาดบ้านกลางกรุงขยายผลสอบ 50 เขต รื้อโครงสร้างเส้นทางการเงิน สาวลึกถึงผู้บงการเบื้องหลัง
ปฏิบัติการ 'กวาดบ้านกลางกรุง' เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ไม่ได้จบลงเพียงการจับกุมผู้ต้องหา 7 ราย ในขบวนการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือ 'บัตรสีชมพู' ให้กับบุตรของคนต่างด้าว แต่กำลังถูกขยายผลไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างของขบวนการ ตั้งแต่การแจ้งย้ายเข้าทะเบียนราษฎร การรับรองบุคคล การจัดทำเอกสาร ไปจนถึงเส้นทางการเงิน เพื่อสาวให้ถึงเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง
สิ่งที่ทำให้คดีนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือข้อมูลที่พบจากการตรวจค้น 7 จุดในพื้นที่ดินแดง โดยเฉพาะแฟลตดินแดงที่มีห้องพักกว่า 5,700 ห้อง เจ้าหน้าที่พบ 44 ห้องที่มีการแจ้งย้ายบุคคลเข้ามาอยู่อาศัยจำนวนมาก รวมแล้วกว่า 1,300 คน ส่วนใหญ่เป็นบุคคลต่างด้าว และมีจำนวนการย้ายเข้าเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตในช่วงปี 2567 ขณะที่การตรวจสอบย้อนหลังเฉพาะพื้นที่ดินแดง ระหว่างปี 2560-2569 ยังพบรายการที่เกี่ยวข้องกับการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในกลุ่มต้องสงสัยถึง 3,228 ราย
ยิ่งเมื่อผลการปฏิบัติการพบผู้ต้องหา 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย เจ้าบ้านและนายหน้า 3 ราย และผู้ร่วมขบวนการอีก 1 ราย โครงสร้างที่ปรากฏจึงชัดเจนว่ามีทั้งคนภายนอกและคนในระบบราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการรับจ้างจัดเตรียมเอกสารของนายหน้าเพียงฝ่ายเดียว
ในทางปฏิบัติ การจะทำให้บุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นคนไทยเข้าไปปรากฏในทะเบียนราษฎร และเดินหน้าสู่การออกบัตรสีชมพูได้นั้น จำเป็นต้องมีผู้ดำเนินการหลายขั้นตอน ทั้งการรับรองที่พักอาศัย การตรวจสอบข้อมูล การบันทึกข้อมูล และการออกเอกสารตามกระบวนการของรัฐ การมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กระบวนการสามารถเดินหน้าได้
จุดที่น่าสนใจอีกประการคือข้อมูลการแจ้งย้ายเข้าบ้านบางหลังในพื้นที่ดินแดง ซึ่งพบว่ามีบุคคลย้ายเข้าไปมากกว่า 16 คนต่อหนึ่งหลัง ลักษณะเช่นนี้จึงกลายเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า บุคคลเหล่านั้นพักอาศัยอยู่จริงหรือไม่ ใครเป็นผู้รับรอง และการดำเนินการทางทะเบียนทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการปกติหรือมีการจัดเตรียมเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประกอบการขอบัตรประจำตัว
การตรวจสอบเพื่อขยายผลได้เริ่มดำเนินไปยังสำนักงานปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต โดย พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กำชับให้เร่งตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยเฉพาะพื้นที่ที่พบการย้ายเข้าจำนวนมากผิดปกติ และให้รายงานข้อมูลกลับมาโดยเร็วทุกวัน
ขณะเดียวกัน การขยายผลอีกด้านกำลังมุ่งไปที่เส้นทางการเงิน โดยนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ระบุว่า หากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐาน และมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ปปง.สามารถติดตามทรัพย์สิน รวมถึงยึดหรืออายัดทรัพย์สินทางแพ่งได้ การตรวจสอบจึงจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้ต้องหา แต่จะขยายไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและเส้นทางการเงินทั้งหมด
ดังนั้น ในภาพใหญ่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหลังปฏิบัติการกวาดบ้านกลางกรุง คือการขยับจากการจับกุมผู้ปฏิบัติการ ไปสู่การรื้อโครงสร้างของกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทางของการหาบุคคลเข้ามาอยู่ในทะเบียน ไปจนถึงปลายทางของการออกบัตร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว
ข้อมูลย้อนหลังหลายปีและการตรวจสอบทั้ง 50 เขต ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการกระทำเฉพาะบุคคล แต่มีระบบที่สามารถทำให้กระบวนการดำเนินต่อเนื่องได้ และระบบเช่นนี้ย่อมต้องอาศัยทั้งคนที่รู้ขั้นตอน คนที่สามารถเปิดทาง และคนที่ได้รับผลประโยชน์
การจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐ 3 รายจึงควรถูกมองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขยายผล เพราะหากมีขบวนการขนาดใหญ่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี การอาศัยเพียงนายหน้าและเจ้าบ้านไม่เพียงพอที่จะทำให้คนจำนวนมากเข้าสู่ระบบทะเบียนและได้รับเอกสารของรัฐได้
ภารกิจหลังจากนี้จึงอยู่ที่การสาวให้ถึงผู้ที่อยู่เหนือระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสาน ผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ หรือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น 'คนใน' เปิดทางให้กระบวนการเดินหน้าได้ เพราะตราบใดที่กลไกภายในยังไม่ถูกเปิดโปง การจับกุมคนปลายทางก็อาจไม่สามารถตัดวงจรของขบวนการได้อย่างแท้จริง
เป้าหมายของการขยายผลครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาคนผิด แต่เป็นการรื้อให้เห็นทั้งระบบว่า ใครเป็นผู้เปิดประตูให้ขบวนการสามารถนำคนต่างด้าวเข้าสู่ระบบทะเบียนและเดินไปถึงบัตรสีชมพูได้ และใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังผลประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด

