xs
xsm
sm
md
lg

ศิลปินที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้นิดหน่อย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สิ่งที่เราเห็นวันนี้ นักการเมืองกลับไม่ใช่อยู่ที่ใครบริหารประเทศดีกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถครอบครองพื้นที่การมองเห็นและสร้างภาพของความเป็นผู้นำได้ดีกว่า และนี่คือสิ่งที่อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะเข้าใจดี

Guy Debord นักคิดฝรั่งเศส ผู้เสนอแนวคิด Spectacle สังคมแห่งภาพแสดง ซึ่งเป็นการวิพากษ์สังคมทุนนิยม สื่อ และวัฒนธรรมบริโภค บอกว่า ในยุค Social Media นั้น Spectacle ไม่จำเป็นต้องเป็น “เรื่องเท็จ” สิ่งที่เกิดขึ้นจริงสามารถถูกเลือก ตัดต่อ ขยาย ทำซ้ำ และแพร่กระจาย จนกระทั่งภาพของเหตุการณ์มีอำนาจทางการเมืองมากกว่าตัวเหตุการณ์เอง

ผมคิดว่าวันนี้อนุทิน กำลังเอาสิ่งนี้นำมากกว่า แสดงวิสัยทัศน์ในฐานะผู้นำประเทศที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า
ประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าจะอยู่ตรงไหนในโลก เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร เราจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางด้วยอะไร จะรับมือสังคมสูงวัยอย่างไร จะวางตัวระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างไร จะสร้าง Productivity ใหม่จากตรงไหน และ Data Center ที่มีทั้งแง่บวกและลบ หรือ AI ที่กำลังพูดกันนั้น จะเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจจริงของคนไทยอย่างไร

สิ่งที่เราเห็นบ่อยกว่ากลับเป็นนายกรัฐมนตรีที่เก่งเรื่องการเมือง เก่งเรื่องการประนีประนอม รู้จักรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจต่างๆ ไปเปิดงาน ตัดริบบิ้น พบปะผู้คน ร้องรำทำเพลง และสร้างบรรยากาศให้ตัวเองเข้าถึงง่าย แบบคนสุขนิยม จนภาพเหล่านี้กลายเป็นภาพที่สังคมคุ้นเคย มากกว่าภาพของผู้นำที่กำลังบอกประชาชนว่า ประเทศไทยภายใต้การนำของเขาจะเดินไปทางไหน

อนุทินโชว์ภาพควงคู่ภริยา (จ๋า ธนนนท์) ไปร่วมชมคอนเสิร์ต พร้อมกับมีโมเมนต์สนุกสนานด้วยการโชว์สเต็ปขยับร่างกายและชนสะโพกกับภริยาตามจังหวะเพลง

เขาขึ้นเวทีร่วมแจมกับวงดนตรีชื่อดังระดับตำนาน “เดอะ พาเลซ” (The Palace) พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญอย่าง ปุ๊ อัญชลี, จิ๊บ วสุ และวงรอยัลสไปรท์ส ในงานจัดแสดงสินค้าที่เมืองทองธานี โดยในครั้งนั้นโชว์พลังเสียงและจัดเต็มการร้องเพลงรวดเดียวถึง 18 เพลง

เมื่อไปเยือนเวียดนามโชว์สเต็ปการเล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนามในบทเพลงสบายๆ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ และโชว์การขับร้องเพลงจีนอมตะอย่าง “เถียนมี่มี่” ให้กับทางรัฐบาลจีนฟัง ตอนไปเยือนมาเลเซียร่วมบรรเลงบทเพลงอมตะระดับโลก “My Way” ของ Frank Sinatra ด้วยการเป่าแซกโซโฟน

เห็นได้ว่า ดนตรีกำลังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพทางการเมืองของอนุทิน ที่ช่วยแปลงรูป (Transform) นักการเมืองผู้ถือครองอำนาจรัฐ ให้กลายเป็น “ศิลปินอารมณ์ดี” บนเวทีละครการเมือง

ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า อนุทินกำลังจงใจใช้เสียงเพลงเพื่อพรางตาประชาชนหรือไม่ เพราะในความหมายของ Debord นั้น Spectacle ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจัดฉากหรือการหลอกลวง ภาพเหล่านี้อาจเป็นตัวตนจริงของอนุทินทั้งหมดก็ได้

แต่เมื่อภาพของนายกรัฐมนตรีที่ร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นรำ และเข้าถึงง่าย ถูกผลิตซ้ำและเผยแพร่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นภาพที่ประชาชนจดจำ คำถามสำคัญกว่าจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดภาพของอนุทินจึงกำลังมีพื้นที่มากกว่าวิสัยทัศน์ของอนุทิน

เราไม่ได้ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเลิกร้องเพลง เลิกเล่นดนตรี หรือเลิกเป็นคนอารมณ์ดี แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ต้องนำพาประเทศผ่านวิกฤตต่างๆ เราควรได้เห็นและได้ยินสิ่งที่มากกว่านั้น

เพราะประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่พร้อมๆ กันหลายด้าน คนไทยแก่ลง เด็กเกิดน้อยลง แรงงานลดลง หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหา เศรษฐกิจเดิมกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเปลี่ยนโลกเร็วกว่าที่เราเคยเห็น

โลกข้างนอกก็ไม่ได้รอเรา ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังบังคับให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องรู้ว่า ตัวเองจะยืนอยู่ตรงไหน ขณะที่ Climate Change น้ำท่วม ภัยแล้ง PM 2.5 และความเหลื่อมล้ำ ก็กำลังกลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ด้วยนโยบายเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นคำถามถึงผู้นำประเทศว่า เขามองเห็นประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างไร

รัฐบาลอาจมีนโยบาย มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีโครงการ Data Center มีเรื่อง AI มีการลงทุนจากต่างประเทศ และมีมาตรการต่างๆ ออกมาได้ตลอดเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เหมือนกับ “วิสัยทัศน์ของผู้นำ”

สิ่งที่เรายังไม่ได้ยินอย่างชัดเจนจากอนุทินคือ เขามองเห็นประเทศไทยปลายทางอยู่ตรงไหน และสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นั้นจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างไร เพื่อพาประเทศจากวันนี้ไปถึงจุดนั้น

นี่ต่างหากที่ทำให้แนวคิด Spectacle ของ Debord น่าสนใจ เพราะคำถามอาจไม่ใช่ว่า สิ่งที่เราเห็นเป็นของจริงหรือของปลอม แต่อยู่ที่ว่า ในขณะที่ภาพของผู้นำถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นสิ่งที่สังคมคุ้นเคย เรากำลังปล่อยให้ “ภาพของความเป็นผู้นำ” เข้ามาแทนที่คำถามเรื่อง “ความสามารถในการนำประเทศ” หรือไม่

เรายังไม่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ผ่านวิสัยทัศน์ความคิดของอนุทินที่จะนำพาประเทศไทยฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้ในเชิงโครงสร้างเลย

บทบาทการแสดงของเขาทำให้รู้สึกเหมือนว่า เรากำลังสูญเสียศิลปินนักสุขนิยมคนหนึ่ง เพื่อมาแบกรับบทบาทที่เกินความสามารถในฐานะนายกรัฐมนตรี จนอดนึกไม่ได้ถึงคำที่คนจีนโบราณเขาสอนกันว่าอย่ามี “ตำแหน่ง” เกิน “ความรู้ความสามารถ” อย่ามี “อำนาจ” เกิน “สติปัญญา”

ยิ่งวันก่อนเห็นข่าวตำรวจตั้งด่านตรวจค้นรถนายกรัฐมนตรีที่บุรีรัมย์ ก็ทำให้นึกว่า เราอาจไม่ได้สูญเสียนักร้องนักดนตรีคนหนึ่งต้องมาแบกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เราอาจสูญเสียพระเอกลิเกคนหนึ่งไปด้วย

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan