MGR Online - กองปราบลุยค้นทั่วประเทศ รวบ 30 บัญชีม้ากดเงินสด-ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พบเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้าน
วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.อัครวุฒิ จันทร์เจริญ สว.กก.3 บก.ป. พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. พ.ต.ต.ธีรศักดิ์ นามเขต สว.กก.3 บก.ป. พ.ต.ต.เอกสิทธิ์ อินทร์โท่โล่ สว.กก.3 บก.ป. พ.ต.ต.เลอสันต์ พรมชื่น สว.กก.3 บก.ป. และ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต, นนทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา และกรุงเทพฯ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ,ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้จำนวน 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชี จำนวน 15 บัญชี และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง เดิมคนร้ายมักใช้วิธีว่าจ้างบุคคลเปิดบัญชี ซื้อขายบัญชีม้า และโอนเงินต่อกันหลายทอดเพื่อยากแก่การติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหลังจากที่ศูนย์ฯ ร่วมมือกับทางสถาบันการเงิน ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีม้าในการคิดป้องกันทำลายล้างกลุ่มบัญชีม้าเหล่านี้ ทั้งการอายัดบัญชี การจำแนกบัญชีม้าดำ–ม้าเทา ทำให้วิธีการหาบัญชีม้าหลายๆ บัญชี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการยืมใช้บัญชีเพียงครั้งเดียว แล้วควบคุมให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้ถอนเงินสดออกมาด้วยตนเอง พบแนวโน้มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเมื่อเงินถูกถอนออกมาแล้ว จะมีบุคคลในขบวนการเข้ารับเงินสด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการฟอกเงินหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการติดตาม
ต่อมาทางศูนย์ฯ จึงนำข้อมูลธุรกรรมมาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่มีการรวบรวมบัญชีและถอนเงินจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในปริมาณสูงผิดปกติ กระทั่งพบความเคลื่อนไหวสำคัญใน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีการถอนเงินสดในปริมาณสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อวัน จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบ ก่อนพบกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ จัดหาบัญชีและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงิน และขยายผลจนสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการ นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีในพื้นที่ สภ.เมืองระยอง
นอกจากผู้เสียหายที่จังหวัดระยองแล้ว ยังพบผู้เสียหายในจังหวัดกาฬสินธุ์ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญเงินสูงถึง 12 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินกลับพบว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกถอนออกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเช่นเดียวกัน น่าเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการเดียวกัน จึงมอบหมายให้ กก.3 บก.ป.ดำเนินการสืบสวนขยายผล
จากการสืบสวนพบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ขบวนการดังกล่าว มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีผู้สั่งการชาวจีนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง จัดหาหมายเลขโทรศัพท์ บัญชีม้า และผู้รับแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนใช้วิธีโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์หลอกผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าอุเทน จ.นครพนม สร้างความหวาดกลัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและการฟอกเงิน ก่อนหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายถูกหลอกให้ทยอยโอนเงินรวมกว่า 12.2 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายบัญชี ก่อนสั่งการให้เจ้าของบัญชีถอนเงินสดออกมา แล้วนำเงินกลับเข้าสู่ระบบผ่านบุคคลในเครือข่าย จากนั้นรวบรวมส่งต่อให้กลุ่มผู้รับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อซื้อ USDT และโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลตามคำสั่งของผู้สั่งการเพื่อปกปิดและอำพรางแหล่งที่มาของเงิน
ชุดสืบสวนได้ทำการขยายผลในทุกมิติทั้งจากเส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร การซักถามปากคำ จนสามารถรู้แผนประทุษกรรมของทั้งขบวนการแสกมเมอร์ สามารถระบุหน้าที่ขององค์กรอาชญากรรมได้ ประกอบไปด้วยคนจีน (บอส),คนโทรหลอก,ล่าม, คนจัดหาบัญชี,นายหน้าจัดหาบัญชี, บัญชีม้า,คนจัดหาคนแลกคริปโตและคนรับแลกคริปโต
ซึ่งทุกคนในองค์กรต่างได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็น ตามสัดส่วนที่ตกลงกัน สุดท้ายเงินของผู้เสียหายก็ถูกแปลงเป็นคริปโตไปยังกระเป๋าที่บอสคนจีนจัดหาให้ และชุดสืบสวนได้ทำการออกหมายจับทุกคนในองค์กร ทำการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีการแจ้งความในระบบ TPO ถึง 20 เคส มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท เมื่อตรวจสอบเงินในบัญชีของกลุ่มพวกนี้พบว่ามีเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท น่าเชื่อว่ามีผู้เสียหายอื่น ๆ ที่ถูกหลอกอีก
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1-6 บก.ป. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 30 จุด ในพื้นที่ 11 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต, นนทบุรี, สระบุรี, นครราชสีมา และกรุงเทพ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 30 ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง สมุดบัญชี จำนวน 15 บัญชี และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 18 บัญชี รวมมูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท โดยพบว่าเส้นทางการเงินส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลปลายทางที่เปิดในประเทศกัมพูชา
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพว่า ได้รับเงินเข้าบัญชีจริง และได้ส่วนแบ่งตามที่ตกลงกัน แต่ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงสแกมเมอร์ จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

