เบื้องหลังข้ามห้วย "ฉันทานนท์" ปลัดพลังงานป้ายแดงค่ายสีน้ำเงิน รับภารกิจรันเค้กโซลาร์แสนล้าน ขายฝันนายทุนพลังงาน ทั้งที่คลังยังไม่เคาะ แต่ มท. รันล่วงหน้า
ซีรี่ย์ ชำแหละโซลาร์ล้านหลังคา EP.1: ปลัดพลังงานใหม่สีน้ำเงิน รันเค้กแสนล้าน ซุกหนี้ ม.28
กลายเป็นประเด็นการเมืองและการคลังที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ข้ามห้วยขึ้นดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ
การเบียดชนะตัวเต็งชนิดหักปากกาเซียนครั้งนี้ นับเป็นการวางหมากระดับเซียนของค่ายสีน้ำเงิน ที่ส่งอดีตข้าราชการ "หน้าห้อง" และเด็กในคาถาของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ข้ามห้วยมาคุมบังเหียนสูงสุดของกระทรวงพลังงาน เพื่อรับภารกิจสำคัญระดับสถาปัตยกรรมทางการเมือง นั่นคือ การคุมการรันโครงการ “โซลาร์ล้านหลังคาเรือน” วงเงินแสนล้านบาทแบบไร้รอยต่อ!
โครงการนี้ถูกฉาบไว้ด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อหวานหูระดับ "Quick Win" นวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต ที่ฝ่ายการเมืองประโคมขายฝันว่า ประชาชนจะได้ติดแผงโซลาร์ฟรี ผ่อนผ่านบิลค่าไฟ ไม่ต้องควักเงินสดแม้แต่บาทเดียว และที่เด็ดกว่านั้นคือ การปั้นวาทกรรมว่านี่คือการเปลี่ยนประชาชนฐานรากให้กลายเป็น "นายทุนพลังงานคนใหม่" ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟคืนรัฐสร้างรายได้
“สมมติประหยัดค่าไฟได้ 2,000 บาทต่อเดือน ธนาคารจะทยอยเก็บเงินคืนจากค่าไฟที่ประหยัดได้ ....ทำให้ประชาชนแทบไม่ต้องออกเงินเลย และไม่สร้างภาระในการติดตั้ง ใช้เวลา 3-4 ปี ก็คุ้มทุนแล้ว....” ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวโฆษณาชวนเชื่อ
ทว่า เมื่อกางไส้ในของกรอบงบประมาณ ตัวเลขภาระทางการคลัง และข้อต่อทางกฎหมายออกมาชำแหละ จะพบความจริงอันน่าตระหนกที่ซ่อนอยู่ใต้สโลแกนสวยหรู นโยบายนี้ไม่ใช่การปลดล็อกให้ประชาชนเป็นนายทุนพลังงาน แต่คือนิติกรรมที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า บิดเบือนทางการเงินที่เฉือนงบเงินกู้และซุกหนี้กึ่งการคลังไปอุดหนุนคนมีฐานะ ควบคู่กับการตรึงโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อปกป้องผลกำไรให้กลุ่มทุนพลังงานเดิมอย่างรัดกุม หรือไม่ อย่างไร
มท.ชิงรันล่วงหน้าตีกิน!
ความบิดเบี้ยวที่ตบตาคนทั้งประเทศยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อพบว่า นโยบายแจกเงิน 50,000 บาทที่ประโคมข่าวกันอย่างครึกโครม แท้จริงแล้วยังเป็นเพียง “ขายฝันเชิงนโยบาย” ที่ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติทางกฎหมายและการคลังแม้แต่บาทเดียว!
จากการตรวจสอบข้อมูล ณ ต้นเดือนสิงหาคม 2569 พบว่าโครงการนี้ยังคงติดหล่มอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายละเอียด เงินอุดหนุน 50,000 บาทเป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่ใช่สิทธิ์ที่ประชาชนจะลงทะเบียนรับได้จริงในปัจจุบัน แม้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะมั่นใจว่าจะเห็นข้อสรุปภายในหนึ่งเดือน แต่ในวันเดียวกัน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กลับออกมายืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีการเสนอรายละเอียดโครงการเข้าสู่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้เลยด้วยซ้ำ และกว่าจะเห็นความชัดเจนคงต้องรอไปจนถึงเดือนกันยายน 2569
ในขณะที่โครงการและงบเงินกู้ยังไม่ผ่าน ครม. การเดินหน้าโครงการกลับวิ่งแซงหน้ากฎหมายอย่างน่ากังขา! เมื่อรัฐบาลเร่งสปีดสั่งการให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ชิงเปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งและอุปกรณ์ (แผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์) ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2569 รวบรัดจัดตั้งระบบ One Stop Service
คำถามก็คือ การรีบร้อนเปิดรับขึ้นทะเบียนอุปกรณ์ล่วงหน้าคือ "การแต่งตัวรอเค้กแสนล้าน" ของเครือข่ายทุนพลังงานและผู้รับเหมาใหญ่ที่เตรียมเข้ามาช้อนผลประโยชน์ทันทีที่ ครม. อนุมัติ หรือไม่ อย่างไร
อำพรางซุกหนี้นอกงบฯ ม.28
จุดสุ่มเสี่ยงที่สุดในทางกฎหมายและการคลังของโครงการนี้ คือการเลือกลัดขั้นตอนตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยใช้นโยบายกึ่งการคลังผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นแหล่งเงินโครงการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อพิเคราะห์กรอบตัวเลขจริง จะพบว่า เม็ดเงินที่ต้องใช้ในโครงการเป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน ประกอบด้วย 1. งบอุดหนุนให้เปล่า 50,000 ล้านบาท (เงินกู้ พ.ร.ก. / หนี้สาธารณะ) 2. วงเงิน Soft Loan แบงก์รัฐ (สินเชื่อ) 100,000 ล้านบาท (สภาพคล่องออมสิน / ธอส.) และ 3. งบชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย (3-5 ปี) ประมาณ 6,000 – 15,000 ล้านบาท (งบประมาณรายจ่ายประจำปี) รวมเม็ดเงินและภาระผูกพันทางการคลังทั้งสิ้น : 156,000 – 165,000 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวมีการวิเคราะห์หันว่า ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของ มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
เพราะในขณะที่ยอดหนี้สะสมตามมาตรา 28 ของแบงก์รัฐทั้งระบบพุ่งทะลุ 1.13 ล้านล้านบาท จนแทบชนเพดานความเสี่ยง และธนาคารออมสินเองต้องแบกรับบัญชีลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาล ค้างชำระสูงถึง 51,431 ล้านบาท อยู่แล้ว รัฐบาลกลับซ้ำเติมวิกฤตด้วยการสร้างภาระใหม่ขึ้นมา โดยที่สำนักงบประมาณจัดสรรเงินคืนหนี้มาตรา 28 ในแต่ละปีเพียงน้อยนิด ไม่พอแม้กระทั่งการตัดชำระเงินต้น ก่อให้เกิดภาวะหนี้ตายที่รัฐจ่ายเพียงเศษดอกเบี้ย แต่ดึงสภาพคล่องของแบงก์รัฐไว้เป็นตัวประกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลเลือกแท็กติกหลีกเลี่ยงการลงบัญชีหนี้มาตรา 28 โดยบีบให้ออมสินแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาสไว้เอง กำไรสุทธิของออมสินจะลดลง ส่งผลกระทบต่อเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ท้ายที่สุดก็คือการสูญเสียรายได้ของรัฐโดยปราศจากการตรวจสอบและอนุมัติจากฝ่ายสภาฯ
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจำต้องอธิบายให้สิ้นกระแสความ
มท.-คลัง-พลังงาน “สามประสานสีน้ำเงิน”
การส่ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ที่มีการวิเคราะห์กันว่า คือสายตรงค่ายสีน้ำเงิน เข้ามานั่งเป็นปลัดกระทรวงพลังงานป้ายแดง จึงถูกตั้งคำถามว่า หรือจะเป็นการเติมเต็มโครงสร้างอำนาจ "สามประสาน มหาดไทย - คลัง - พลังงาน" ให้การขับเคลื่อนโครงการแสนล้านแบบไร้รอยต่อ
• กระทรวงมหาดไทย (ทีมบุกหน้างาน): กฟน. และ กฟภ. ทำหน้าที่คุมคัทเอาต์ อนุมัติเชื่อมต่อสายส่ง ตรวจสอบหม้อแปลง และคิดบิลค่าไฟ
• กระทรวงการคลัง (ทีมคุมถุงเงิน): ธนาคารออมสิน และ ธอส. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan แสนล้านบาท ผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟ สร้างภาพผลงานประชานิยมปูฐานเสียง
• กระทรวงพลังงาน (ทีมตั้งรับเซฟสัมปทาน): ภายใต้การนำของปลัดป้ายแดงคนใหม่ ทำหน้าที่คุมกติกา ไม่ให้สังคมบีบรัฐบาลให้ต้อง "รื้อโครงสร้างค่าไฟ" การสอดรับกันของสามกระทรวง ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลอนุทิน สามารถใช้ มหาดไทย และ คลัง เดินหน้าแจกเงินสินเชื่อประชานิยมได้อย่างเต็มที่ โดยมี กระทรวงพลังงาน รับบทคุมกติกาไม่ให้ประชาชนข้ามเส้นไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ ทั้งยังตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่ เป็นมือประสานสิบทิศเพื่อให้โครงการนี้ฉลุย
กดราคารับซื้อไฟ สองมาตรฐาน
เมื่อพิเคราะห์ในมิติ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเห็นโครงสร้างทางกฎหมายที่ลักลั่น
ที่สำคัญคือ การที่รัฐบาลและ กกพ. ใช้อำนาจตามมาตรา 51 กำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าโดยบังคับใช้ระบบ Net Billing ที่รับซื้อไฟส่วนเกินจากประชาชนเพียง 2.20 บาทต่อหน่วย แล้วนำกลับมาขายให้ประชาชนในยามค่ำคืนถึงหน่วยละประมาณ 4.00 บาท ถือเป็นการขัดต่อมาตรา 64 ที่ระบุให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าต้องเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยการไฟฟ้าฯ และรัฐบาลได้ริบส่วนต่างประโยชน์ทางการเงินส่วนนี้ไป แล้วอ้างเหตุผลเรื่องต้นทุนสายส่งมาบังหน้า
แต่ตรรกะเรื่องต้นทุนสายส่งกลับถูกซุกไว้ใต้พรมเมื่อหันไปมองกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ทั้ง IPP และ SPP รัฐบาลยินยอมผูกพันตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว 25 ปี ในรูปแบบ Take-or-Pay พร้อมการันตีรายได้ผ่าน ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ให้ทุนใหญ่ผ่านค่า Ft ในบิลค่าไฟของประชาชนทุกเดือน ทั้งที่โรงไฟฟ้าเอกชนเหล่านั้นผลิตไฟฟ้าขายให้ กฟผ. โดยไม่เคยต้องจ่ายค่าผ่านสายส่งแม้แต่บาทเดียว
แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองสูงล้นระบบถึง 40% ถึง 50% ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานสากลไปหลายเท่าตัว และสร้างภาระค่าความพร้อมจ่ายซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนนับหมื่นล้านบาทต่อปี รัฐบาลอนุทินและกระทรวงพลังงานกลับละเว้นที่จะเจรจาหรือปลดล็อกสัญญา PPA กับกลุ่มทุนเดิม แต่กลับนำเงินกู้ภาษี 50,000 ล้านบาท มาอุดหนุนให้ประชาชนกู้เงินติดโซลาร์เซลล์เพื่อเติมกำลังการผลิตซ้ำซ้อนลงไปในระบบที่ล้นทะลักอยู่แล้ว นับเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจที่รัฐปกป้องสัมปทานทุนใหญ่ แต่รีดเค้นเอาต้นทุนทุกบาททุกสตางค์จากประชาชน
ขณะเดียวกัน เมื่อวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการที่กำหนดให้ติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ขึ้นไป ซึ่งผลิตไฟได้สูงถึง 18–22 หน่วย/วัน (550–650 หน่วย/เดือน) เหมาะสำหรับบ้านที่มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3,500 ถึง 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือบ้านที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 700–1,000 หน่วยต่อเดือน ยิ่งเผยให้เห็นความไม่เป็นธรรมเชิงนโยบายสาธารณะ เพราะเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน (รวมวงเงิน 50,000 ล้านบาท) มาจากเงินกู้ที่เป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งต้องจัดเก็บภาษีมาผ่อนชำระคืนในอนาคต โดยเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ที่จัดเก็บจากสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งคนจนต้องแบกรับในสัดส่วนต่อน้ำหนักรายได้สูงกว่าคนรวย
เมื่อลอกคราบโครงการสวยหรูนี้ออกมาแล้ว โครงการติดโซลาร์เซลล์ 1 ล้านหลังคาเรือนในยุครัฐบาลอนุทิน จึงไม่ใช่ Quick Win เพื่อประชาชน
และคำถามสำคัญที่สุดที่สังคมต้องเค้นหาคำตอบถัดไปก็คือ เมื่อประชาชนต้องกลายเป็นลูกหนี้ แบงก์รัฐรับความเสี่ยง และคนจนทั้งประเทศต้องจ่ายภาษีไปอุดหนุน แล้วเม็ดเงินก้อนโตระดับ 100,000 ถึง 150,000 ล้านบาทจากโครงการนี้ ไหลไปเข้ากระเป๋าใครกันแน่?
“ผู้จัดการออนไลน์” จะพาไปชำแหละห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ และยักษ์ใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากงบประมาณแสนล้าน พร้อมเจาะลึก “กับดักใต้หลังคา” ที่ประชาชนต้องรับความเสี่ยงแต่รัฐบาลปิดเงียบ!
(ติดตาม EP. 2 (จบ) : โซลาร์ทุนจีนฟาดเรียบ ไอที-ค้าปลีกอิ่มหนำ คนไทยอิ่มหนี้)

