(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/china-indonesia-taiwan-the-naval-question-jakarta-has-to-answer/)
China, Indonesia, Taiwan: the naval question Jakarta has to answer
by Muhammad Zulfikar Rakhmat and Bhima Yudhistira Adhinegara
14/08/2026
เรือฟริเกตติดขีปนาวุธนำวิถี “หงเหอ” ของจีน ฝึกซ้อมร่วมการเดินเรือกับเรือรบของกองทัพเรืออินโดนีเซีย บริเวณน่านน้ำทางด้านตะวันออกของไต้หวัน ท่ามกลางคำเตือนที่ว่า แม้จาการ์ตาจะถือเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการย้ำนโยบายเปิดเสรีพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายของตน แต่ก็อาจถูกปักกิ่งฉวยเอาไปขยายความว่าเป็นความเคลื่อนไหวซึ่งสะท้อนการมีความสัมพันธ์ที่ล้ำลึกยิ่งขึ้นกับทางจาการ์ตา
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่อง 2 เรื่องเกิดขึ้นในอินโดนีเซียซึ่งอาจจะจัดให้อยู่ในกลุ่มเรื่องราวประเภทเดียวกันได้ ทว่ากลับชี้ไปสู่ทิศทางที่ตรงกันข้าม
เมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ในกรุงจาการ์ตา ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ (US Under Secretary of War for Policy) เอลบริดจ์ โคลบี (Elbridge Colby) ได้เข้าพบหารือ [1] กับรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย ซจาฟรี ซจัมโซเอดดิน (Sjafrie Sjamsoeddin) ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการตระเวนเยือนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเขา ซึ่งนอกจากแดนอิเหนาแล้ว เขายังเดินทางไปฟิลิปปินส์, ไทย, และกัมพูชาอีกด้วย
แทบจะในวันเดียวกันนั้นเอง โกลบอลไทมส์ (Global Times สื่อในเครือของ เหมินหมินรึเป้า (People’s Daily) ปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ก็รายงานข่าว [2] ว่า เรือรบของจีนที่ชื่อ “หงเหอ” (Honghe) กำหนดจัดการฝึกซ้อมร่วมในด้านการเดินเรือกับเรือรบลำหนึ่งของกองทัพเรืออินโดนีเซีย ตอนช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ในน่านน้ำทางด้านตะวันออกของไต้หวัน
เหตุการณ์หนึ่งเป็นงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนและมีการบันทึกภาพ รวมทั้งมีการมอบของที่ระลึกแลกเปลี่ยนกัน ตลอดจนออกคำแถลงซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยการกระชับความผูกพันด้านกลาโหมระหว่างกัน ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งประกาศออกมาโดยผ่านรายงานข่าวสั้นๆ จากสื่อของฝ่ายทางการจีนโดยใช้ถ้อยคำภาษาเรียบๆ และไม่น่าตื่นเต้น อีกทั้งไม่ได้มีการจัดแถลงข่าวเพื่อรองรับความเคลื่อนไหวคราวนี้ ทั้ง 2 เรื่องนี้ พิจารณากันจากเนื้อหาสาระของมันแล้ว ถือได้ว่าต่างก็เป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ความเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งเอาชนะให้ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อถือเพิ่มขึ้นสักนิดสักหน่อยจากจาการ์ตา
เป็นเรื่องที่มีคุณค่าทีเดียวถ้าจะลองขบคิดไตร่ตรองกันดูว่าจังหวะเวลาที่เกิด 2 เรื่องนี้ขึ้นมา เป็นสิ่งซึ่งมีการกำหนดวางแผนกันเอาไว้ก่อน หรือว่าเป็นเพียงความบังเอิญ อินโดนีเซียนั้นเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือสำคัญๆ และก็มีขนาดของระบบเศรษฐกิจตลอดจนจำนวนประชากรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างก็เรียกร้องต้องการมานมนานแล้วที่จะเพิ่มความผูกพันทางการทหารกับแดนอิเหน่าให้กระชับแน่นยิ่งขึ้น ไม่ว่ายังไงก็ตามที การที่จีนประกาศข่าวการซ้อมรบร่วมทางทหารแบบฉันมิตรออกมา ในระหว่างการเยือนของบุคคลระดับสูงทางด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ย่อมเป็นเครื่องเตือนความจำที่มีประโยชน์ให้ตระหนักกันว่ามีการแข่งขันกันมากแค่ไหนซึ่งกำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ รอบๆ อินโดนีเซีย แม้กระทั่งในเวลาที่มันไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับพาดหัวตัวเป้งก็ตาม
การรายงานข่าวของ โกลบอลไทมส์ ในตัวมันเองก็สมควรที่จะต้องพินิจกันอย่างใกล้ชิด รายงานนี้บรรยายถึงการฝึกที่เรือรบทั้งสองกำลังจะทำกันโดยใช้ถ้อยคำที่ฟังดูนุ่มนวล เป็นต้นว่า การฝึกติดต่อสื่อสารกัน, การฝึกหัดด้านการส่งกำลังบำรุง, และการใช้ภาษาเกี่ยวกับการร่วมมือประสานงานกันในระดับลงลึก, และ “การพิทักษ์คุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค”
แต่ในข้อเขียนชิ้นเดียวกันนี้ อีกทั้งยังห่างออกไปไม่เท่าไรด้วย โกลบอลไทมส์ได้แปะคลิปภาพวิดีโอขณะที่เรือหงเหอ กำลังเผชิญหน้ากับเรือรบต่างประเทศลำใหญ่กว่ามากลำหนึ่ง ในบริเวณใกล้ๆ ช่องแคบไต้หวัน ตอนช่วงก่อนหน้านี้ของปีนี้ อันเป็นเหตุการณ์ประจันหน้ากันเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ซึ่งเรือทั้งสองลำมีการเข้าใกล้กันในระยะห่างจากกันไม่ถึง 100 – 200 เมตร การนำเอาประกาศการฝึกซ้อมทางทหารฉันมิตรมาวางเอาไว้ใกล้ๆ กับคลิปการเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ย่อมไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุที่ไม่มีความตั้งใจใดๆ มันเป็นการเชื่อมโยงกองทัพเรือของอินโดนีเซีย แม้จะเป็นการเชื่อมโยงเพียงแค่หลวมๆ ก็ตามที กับการแสดงความเข็มแข็งของจีนที่บริเวณใกล้ๆ ไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดปะทุอ่อนไหวที่สุดในภูมิภาคนี้
อินโดนีเซียกับจีนนั้นเคยมีประวัติศาสตร์ของความร่วมมือทางนาวีกันจริงๆ จังๆ มาก่อน ถึงแม้อยู่ในลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอ การฝึกร่วมทางทหารครั้งแรกของสองประเทศนี้ ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า “มีดคม” (Sharp Knife) ได้ถูกระงับเอาไว้ [3] เมื่อราวๆ ปี 2015 ภายหลังสองประเทศเกิดปีนเกลียวกันจากกรณีเรือประมงจีนลักลอบจับปลาผิดกฎหมายบริเวณใกล้ๆ หมู่เกาะนาตูนา (Natuna Islands) ของอินโดนีเซีย อันเป็นน่านน้ำซึ่งจาการ์ตาพิจารณาว่าเป็นของตน ทว่าเป็นบริเวณซึ่งปักกิ่งอ้างสิทธิในการจับปลาที่ตกทอดต่อเนื่องจากในประวัติศาสตร์ กว่าที่การฝึกร่วมทวิภาคีจะหวนกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งก็ต้องรอจนกระทั่งถึงปี 2021 [4] และความสนใจได้กลับพุ่งสูงขึ้นอีกรอบกันจริงจัง คือภายหลังปี 2024 เมื่อประธานาธิบดีปราโบโว สุบียันโต ได้พบปะหารือ [5] กับรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน และมีการเจรจาหารือถึงเรื่องการเริ่มต้นจัดการซ้อมรบร่วมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อพิจารณาโดยทาบกับความเป็นไปของประวัติศาสตร์แล้ว การฝึกร่วมคราวนี้จึงดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันควันน้อยลง แต่กลับมองกันได้มากขึ้นว่าอยู่ในลักษณะของการเป็นก้าวเดินก้าวต่อไปในเส้นทางแห่งการสร้างความผูกพันขึ้นมาใหม่อย่างช้าๆ หลังจากเกิดความเย็นชาใส่กันในกรณีหมู่เกาะนาตูนา
นอกจากจีนแล้ว อันที่จริงอินโดนีเซียก็มีการจัดฝึกร่วมกับกองทัพประเทศอื่นๆ บ่อยครั้งทีเดียวจัดขึ้นในน่านน้ำที่เกิดการพิพาทกันแห่งเดียวกันนี้แหละ เป็นต้นว่า จาการ์ตาเป็นเจ้าภาพ [6] จัดการซ้อมรบทางนาวีพหุภาคี โคโมโด (Multilateral Naval Exercise Komodo), เป็นผู้นำการฝึกซ้อมสมานฉันท์สมาคมอาเซียน (ASEAN Solidarity Exercise) ครั้งแรกในทะเลนาตูนา ในปี 2023, และจัดการซ้อมรบขนาดใหญ่ประจำปีกับสหรัฐฯที่ใช้ชื่อว่า การูดา ชีลด์ (Garuda Shield) นโยบายการต่างประเทศของแดนอิเหนาได้รับการบรรยายว่าเป็นนโยบาย “เสรีและกระตือรือร้น” ซึ่งหมายความว่าอินโดนีเซียหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้กับทุกๆ คน รวมทั้ง รัสเซีย ทั้งนี้แดนหมีขาวก็มีการจัดการฝึกทางนาวีร่วมกับสมาคมอาเซียนด้วยเหมือนกัน
เมื่อมองกันจากภาพรวมเช่นนี้ การฝึกร่วมกับจีนช่วงกลางเดือนนี้ และการพบปะหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ย่อมสามารถที่จะมองได้ว่าจาการ์ตาเพียงแค่กำลังทำสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่เป็นประจำ นั่นคือคอยเปิดประตูกว้างต้อนรับทุกๆ ฝ่าย
กระนั้นก็ตาม การเลือกเอาน่านน้ำบริเวณด้านตะวันออกของไต้หวัน มาเป็นสถานที่สำหรับการฝึกร่วมของเรือรบจีนกับเรือรบอินโดนีเซียคราวนี้ ยังคงก่อให้เกิดคำถามอันชอบธรรมซึ่งสมควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าสิ่งที่รัฐบาลในปักกิ่งและในจาการ์ตาได้ให้ไว้จวบจนถึงเวลานี้อยู่ดี การเลือกครั้งนี้มีเหตุผลหลักๆ จากความสะดวกในทางปฏิบัติ, เพราะต้องคำนึงถึงเส้นทางของทางฝ่ายเรือจีน ซึ่งกำลังแล่นอยู่ในทะเลอยู่แล้ว หรือมันยังถูกใช้เป็นการส่งสัญญาณ เพื่อมุ่งแสดงให้เห็นว่าจีนสามารถดึงเอานาวีของชาติอื่นๆ เข้ามาอยู่ในน่านน้ำใกล้ๆ กับจุดพิพาท ซึ่งชาติจำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงออกไปให้ห่างไกล?
พวกเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียไม่ได้มีการอธิบายว่าทำไมจึงเลือกน่านน้ำบริเวณดังกล่าวนี้ ส่วนสื่อของทางการจีนก็ไม่ใช่แหล่งข่าวที่เป็นกลางสำหรับคำถามนี้ ภาษาของสื่อทางการจีนเกี่ยวกับ “สันติภาพและเสถียรภาพ” เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกรอบความคิดเห็นของฝ่ายปักกิ่งเอง ไม่ใช่ทัศนะที่เป็นอิสระ การระมัดระวังเช่นเดียวกันนี้ก็พึงนำเอามาใช้กับวอชิงตันเช่นกัน ทั้งนี้ในคำแถลงของฝ่ายสหรัฐฯเกี่ยวกับการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหมของตน พูดถึงการสร้าง “สันติภาพที่ถาวรโดยผ่านความเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นวลีที่ถูกเลือกสรรขึ้นมาในทำนองเดียวกับภาษาของฝ่ายปักกิ่งนั่นแหละ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าอินโดนีเซียได้กระทำสิ่งใดผิดพลาดไป บรรดาประเทศขนาดย่อมและขนาดกลางทั้งหลายในทีนี้ต่างคุ้นเคยกับการบริหารจัดการกับแรงกดดันซึ่งมาจากพวกมหาอำนาจรายใหญ่กว่า และการหาทางป้องกันความเสี่ยงโดยอาศัยปฏิสัมพันธ์ที่มีอยู่ในระหว่างพวกเขา ก็ต้องถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่เป็นการทรยศต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อินโดนีเซียนั้นเคยแสดงให้เห็นมาก่อนแล้วว่าสามารถรับความช่วยเหลือจากจีนโดยไม่ต้องยินยอมอ่อนข้อในเรื่องจุดยืนของตนเอง ดังเห็นได้เมื่อตอนที่ปักกิ่งจัดส่ง [7] เรือกู้ภัยหลายลำเข้ามาช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุเรือดำน้ำอินโดนีเซียลำหนึ่งจมในปี 2021 โดยจาการ์ตาได้ยอมรับความช่วยเหลือนี้แม้ว่าในขณะนั้นความไว้วางใจกันยังคงเปราะบางมากสืบเนื่องจากกรณีนาตูนา
แต่เมื่อการซ้อมรบทางนาวีถูกผูกพันเข้ากับน่านน้ำใกล้ไต้หวัน ถึงแม้มันอาจจะก่อให้เกิดความรู้สึกอ่อนไหวจากเพียงแค่ชื่อสถานที่เท่านั้นก็ตามที สาธารณชนก็สมควรได้รับคำอธิบายจากจาการ์ตาที่ธรรมดาๆ กว่านี้ ว่าฝ่ายอินโดนีเซียเข้าไปร่วมด้วยขนาดไหนและทำไมถึงเลือกสถานที่ตรงนั้น
การประกาศข่าวกันอย่างเงียบๆ ที่ออกมาระหว่างการเยือนในระดับสูงซึ่งถูกประโคมข่าวอย่างเอิกเกริก เป็นสิ่งที่สมควรแก่การจับตาพินิจพิจารณา ไม่ใช่เพียงเนื่องจากมันอาจจะเป็นแผนการอำพรางซ่อนเร้น แต่เนื่องจากมันแสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องง่ายดายแค่ไหนที่ความร่วมมือทางทหารธรรมดาๆ สามารถถูกใช้ให้กลายเป็นการส่งข้อความ ซึ่งแทบไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวการฝึกร่วมเอาเลย จาการ์ตาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง แต่จาการ์ตาก็จำเป็นต้องคอยอธิบายการเลือกต่างๆ ของตนแก่ประชาชนของตนเองให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกต่างๆ เหล่านั้นสัมผัสแตะต้องกับสถานที่ซึ่งมีความอ่อนไหวมากอย่างน่านน้ำใกล้ๆ ไต้หวัน
ภีมะ ยุธิษฐิระ อธิเนการา เป็นผู้อำนวยการบริหารของศูนย์เศรษฐกิจและกฎหมายศึกษา (Center of Economic and Law Studies หรือ CELIOS) กลุ่มคลังสมองและสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่กรุงจาการ์ตา, อินโดนีเซีย ขณะที่ มูฮัมหมัด ซุลฟิการ์ รัคมัต เป็นผู้อำนวยการของโต๊ะ จีน-อินโดนีเซีย และโต๊ะ MENA-อินโดนีเซีย ที่ CELIOS
เชิงอรรถ
[1]https://en.antaranews.com/news/426648/indonesia-us-discuss-ways-to-strengthen-defense-partnership
[2]https://www.globaltimes.cn/page/202608/1367962.shtml
[3] https://thediplomat.com/2024/08/whats-behind-the-resumption-of-china-indonesia-military-exercises/
[4] https://www.pressreader.com/china/south-china-morning-post-6150/20210510/281715503440835
[5] https://thediplomat.com/2024/08/whats-behind-the-resumption-of-china-indonesia-military-exercises/
[6] https://id.usembassy.gov/united-states-indonesia-and-five-other-nations-to-begin-super-garuda-shield-2023/
[7] https://www.thinkchina.sg/politics/why-beijing-offered-help-raise-sunken-indonesian-submarine-nanggala
UPDATE
ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม สื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงานข่าวว่า เรือรบ “หงเหอ” ของจีน กับเรือรบของอินโดนีเซีย ได้ทำการฝึกร่วมที่น่านน้ำทางด้านตะวันออกของเกาะไต้หวันเสร็จสิ้นแล้วเมื่อตอนเช้าวันเดียวกัน พร้อมกับให้รายละเอียดอื่นๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากบทความของเอเชียไทมส์ชิ้นนี้ ผู้แปลจึงขอเก็บความนำมาเสนอเพิ่มเติมในที่นี้
เรือรบจีน-อินโดนีเซีย ทำการฝึกร่วมที่น่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน
โดย สำนักข่าว USNI NEWS
Chinese, Indonesian Warships Drill East of Taiwan
By Aaron-Matthew Lariosa, for USNI NEWS
14/08/2026
เรือรบของจีนและเรือรบของอินโดนีเซีย ได้จัดการฝึกร่วมขึ้นเมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ที่ผ่านมาในน่านน้ำด้านตะวันออกของไทเป ท่ามกลางความพยายามที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของปักกิ่งในการทำให้การปรากฏตัวทางตะวันออกของไต้หวันของตน ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ตามข่าวประชาสัมพันธ์จากสื่อมวลชนทางทหารของจีนระบุว่า เรือหงเหอ (หมายเลขประจำเรือ 523) ซึ่งเป็นเรือฟริเกตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้น ไทป์ 054 A ของกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน และ เรือฟริเกต KRI ไอ กุสตี งูระฮ์ ไร (KRI I Gusti Ngurah Rai) ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย (เลขประจำเรือ 332) ได้จัดการฝึกซ้อม passing exercise โดยที่เรือรบทั้ง 2 ลำได้ฝึกปฏิบัติในเรื่องการติดต่อสื่อสาร และฝึกซ้อมการส่งกำลังบำรุงทางทะเล
(การฝึก passing exercise เป็นการฝึกที่กระทำกันระหว่าง 2 กองกำลังทางนาวี เพื่อให้เป็นที่มั่นใจว่ากองกำลังทางนาวีเหล่านี้มีความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันและร่วมมือประสานงานในยามสงครามหรือในการปฏิบัติงานบรรเทาทุกข์เพื่อมนุษยธรรม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Passing_exercise)
“การฝึกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงยกระดับความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างนาวีของ 2 ประเทศ, เพิ่มความลึกซึ้งในความร่วมมือประสานงานระดับทวิภาคี, และธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค” คำแถลงของฝ่ายกองทัพจีนระบุ
ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะที่การฝึกคราวนี้ไม่ได้ถูกมองว่ามีความสำคัญในทางการทหาร แต่การที่กองกำลังของอินโดนีเซียกำลังออกมาปฏิบัติการในน่านน้ำซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์อยู่เช่นนี้ ต้องถือว่ามี “ความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์” ทั้งนี้ตามความเห็นของผู้บังคับบัญชาฝ่ายข่าวกรองของไต้หวันรายหนึ่ง
(รอยเตอร์ยังรายงานว่า กองทัพจีนระบุว่า เรือรบของจีนและของอินโดนีเซียเสร็จสิ้นการฝึกคราวนี้ในตอนเช้าวันพุธ 12 ส.ค.
ขณะที่กองทัพเรืออินโดนีเซียแถลงในวันพุธ (12 ส.ค.) ว่า เรือฟริเกต ไอ กุสตี งูระฮ์ ไร ลำนี้ของตน จะทำการฝึก passing exercise กับประเทศต่างๆ เป็นต้นว่า จีน, ญี่ปุ่น, และกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ขณะอยู่ในเส้นทางกลับจากการไปเยือนรัสเซีย โดยที่เป็นการฝึกซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “การสู้รบทำสงคราม”
เรื่องนี้เป็น “ประเพณีนาวีสากลซึ่งกระทำกันเมื่อมีการแล่นเรือผ่านพื้นที่ทางทะเลของอีกประเทศหนึ่ง” ตุงกุล (Tunggul) โฆษกกองทัพเรืออินโดนีเซีย กล่าวกับรอยเตอร์)
ภายใต้นโยบายการต่างประเทศของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต นั้น จาการ์ตาได้มีการขยายความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับสหรัฐฯและญี่ปุ่นออกไปอย่างกว้างขวาง ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา วอชิงตันได้ให้คำมั่นที่จะช่วยเหลือกองทัพอินโดนีเซีย ด้วยโปรแกรมการสร้างขีดความสามารถและการปรับปรุงสู่ความทันสมัย โดยผ่าน กรอบความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการร่วมมือประสานงานด้านกลาโหมอย่างสำคัญ (Major Defense Cooperation Partnership) ขณะที่กับทางโตเกียวนั้น รัฐมนตรีกลาโหม โคอิซูมิ ชินจิโร ของญี่ปุ่น กับทางรัฐมนตรีกลาโหมอินโดนีเซีย ได้เริ่มการพูดจากันในเดือนมิถุนายน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะโอนเรือพิฆาตที่ไม่ได้ใช้งานแล้วของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นมาให้อินโดนีเซีย
อย่างไรก็ดี ในแนวทางการดำเนินนโยบายขยายกำลังทางนาวีของอินโดนีเซีย ยังมีการเกี่ยวข้องโยงใยกับเรื่องความสนใจในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของจีนที่ล้าสมัยแล้วอยู่ด้วย ทั้งนี้ในปี 2025 กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียได้เน้นย้ำเรื่องที่ตนอาจจัดซื้อเรือฟริเกต Type 053H ในจำนวนที่อาจจะสูงถึง 7 ลำ และจัดซื้อเรือโจมตี Type 039A จำนวน 3 ลำ
การที่กองกำลังอินโดนีเซียปฏิบัติการเคียงข้างจีนในน่านน้ำเหล่านี้ ถือเป็นพัฒนาการล่าสุดที่เกิดขึ้นแวดล้อมน่านน้ำทางด้านตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งเพิ่มทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งน่านน้ำและน่านฟ้ารอบๆ เกาะไต้หวันได้กลายเป็นพื้นที่การเผชิญหน้ากันเป็นรายวันระหว่างกองกำลังของจีน, ไต้หวัน, อเมริกัน, และญี่ปุ่น
ภายหลังจากที่ฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่นประกาศเปิดการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศทั้งสอง พวกหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของจีนและกองกำลังทางนาวีของจีนก็เริ่มเพิ่มการปรากฏตัวอย่างแข็งขันยิ่งขึ้นเหนือพื้นที่ต่างๆ ทางด้านตะวันออกของไต้หวัน
(หมายเหตุผู้แปล: นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ของญี่ปุ่น กับ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ประกาศเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า จะเปิดเจรจากันในเรื่องนี้ ปรากฏว่าจีนได้ออกมาประณามและคัดค้าน โดยระบุว่าน่านน้ำดังกล่าวทับซ้อนกับผลประโยชน์และสิทธิของจีน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/tokyo-manila-launch-intelligence-sharing-maritime-border-talks-amid-chinas-shadow และ https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3359264/china-sends-warning-japan-and-philippines-over-wrongful-maritime-talks)
ในส่วนของไทเปกับวอชิงตัน เมื่อเดือนที่แล้วได้มีการเปิดเผยขอบเขตของความร่วมมือกันทางด้านหน่วยยามฝั่งของพวกเขา พร้อมกับที่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายเรือตรวจการณ์ยามฝั่ง (cutter) ของสำนักงานบริหารหน่วยยามฝั่งของไทเป กับของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ กำลังแล่นตามกัน โดยไม่มีการระบุวันเวลาว่าเกิดขึ้นเมื่อใด
“จากฉากหลังความเป็นมาเช่นนี้ จาการ์ตาอาจจะเชื่อว่าการจัดให้มีปฏิสัมพันธ์ทางทหารอย่างเห็นได้ชัดเจนกับจีน อาจจะช่วยสาธิตให้เห็นว่าความร่วมมือที่กำลังเติบโตขยายตัวซึ่งพวกเขามีอยู่กับเหล่าหุ้นส่วนฝ่ายตะวันตกนั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนแสดงถึงการจับกลุ่มรวมตัวเป็นพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อต่อต้านปักกิ่ง” เฟาซาน มาลุฟตี (Fauzan Malufti) นักวิจัยซึ่งตั้งฐานอยู่ที่จาการ์ตา โดยทำงานอยู่กับแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขององค์การคลังสมอง CSIS Indonesia ให้ความเห็นกับ USNI News ภายหลังการฝึกระหว่างเรือรบจีนกับเรือรบอินโดนีเซียยุติลงแล้ว
มาลุฟตี ยังเน้นย้ำแบบแผนวิธีการของอินโดนีเซียที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ที่อยู่ตรงกันข้ามกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และกล่าวว่า “สำหรับพวกหุ้นส่วนอย่างเช่นญี่ปุ่นและสหรัฐฯแล้ว การฝึกซ้อมเหล่านี้อาจเพิ่มความรู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างในเรื่องที่ว่าอินโดนีเซียกำลังมีความตั้งใจที่จะทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางทหารของตนกับจีนหยั่งรากลึกลงไปไกลถึงขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อมันเกิดขึ้นในน่านน้ำอ่อนไหวใกล้ๆ ไต้หวัน”
(เก็บความจากรายงานข่าวเรื่อง https://news.usni.org/2026/08/13/chinese-indonesian-warships-drill-east-of-taiwan ของ USNI NEWS สำนักข่าวดิจิตอลไม่แสวงหากำไรที่ดำเนินการโดยสถาบันทหารเรือสหรัฐฯ U.S. Naval Institute หรือ USNI ทั้งนี้ผู้แปลยังเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนจากรายงานข่าวของรอยเตอร์ https://www.reuters.com/world/china/taiwan-condemns-dangerous-planned-chinese-navy-drill-with-indonesia-its-east-2026-08-12/)

