เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาดสร้างแรงกดดันมหาศาล บีบรัฐบาลอนุทินจ่อปรับทัพทีมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จับตาเก้าอี้ ศุภจี รัฐมนตรีเกรดพรีเมียมสั่นคลอนหนัก เสี่ยงถูกปลิวเป็นคนแรกหลังผลงานไม่เข้าเป้า
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะแม้ตัวเลขจะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% แต่ในภาพรวมกลับสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ และยังไม่สามารถสร้างแรงส่งที่เพียงพอให้ประเทศกลับมาแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้
สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.2% แม้จะมีแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การบริโภค การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ และที่สำคัญคือยังไม่ตอบคำถามว่า รัฐบาลจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร
ปัญหาของเศรษฐกิจไทยวันนี้ ไม่ได้เกิดจากการขาดมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว รัฐบาลมีทั้งการอัดฉีดงบประมาณ มาตรการช่วยเหลือประชาชน การกู้เงินกว่า 4 แสนล้านบาท และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้าง “บรรยากาศทางเศรษฐกิจ” ที่ทำให้ภาคธุรกิจมั่นใจว่า ประเทศไทยมีทิศทางที่ชัดเจนและพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว
แม้ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะยังเติบโต ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรที่จะทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินนั้น ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย
ตรงนี้เองที่บทบาทของนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายกรัฐมนตรีไม่สามารถแยกตัวเองออกจากปัญหาเศรษฐกิจ แล้วปล่อยให้เป็นภาระของรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพียงฝ่ายเดียวได้ เพราะเรื่องการลงทุน ความเชื่อมั่น เสถียรภาพของนโยบาย การลดอุปสรรคทางราชการ ตลอดจนการประสานงานระหว่างกระทรวง ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ
หากนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะบอกว่า การสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ก็อาจทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วนายกรัฐมนตรีกำลังรับผิดชอบภาพรวมของเศรษฐกิจในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอย่างไร โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาคเอกชนต้องการเห็นผู้นำรัฐบาลส่งสัญญาณที่ชัดเจน ทั้งเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน การปฏิรูปกฎระเบียบ การแก้ปัญหาหนี้ และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อผลงานด้านเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้า แน่นอนว่าแรงกดดันทางการเมืองย่อมจะตามมา ซึ่งนั่นหมายถึงการปรับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและชื่อของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย่อมอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตามอง
เหตุผลไม่ใช่เพราะปัญหาเศรษฐกิจทั้งหมดเกิดจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้นเหตุของ GDP โตต่ำ แต่เพราะตั้งแต่ต้น นายอนุทินวางตัวศุภจีในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจระดับ “พรีเมียม” เพื่อเข้ามาช่วยเสริมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อผลงานเศรษฐกิจในภาพรวมยังไม่เข้าเป้า ตำแหน่งที่ถูกคาดหวังไว้สูงก็ย่อมถูกตรวจสอบมากเป็นพิเศษ
ศุภจีเองมีผลงานในด้านการผลักดันการค้า การส่งออก และการเปิดตลาดใหม่ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็เดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่อง แต่ผลงานเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากพอหรือไม่
ดังนั้น หากถามว่าในบรรดารัฐมนตรีเศรษฐกิจ หากจะมีใครถูกปรับพ้นรัฐบาล หวยอาจไปออกที่ 'ศุภจี' มากที่สุด
แต่ถึงกระนั้นการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี หากเกิดขึ้นจริง คงเป็นเพียงการเอาตัวรอดของนายกฯเท่านั้นเพราะโจทย์ใหญ่ในทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดยังไม่ได้รับการแก้ไข คือ “หนี้ครัวเรือน” ซึ่งเป็นตัวกดกำลังซื้อของประชาชน และเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคเป็นครั้งๆ แต่ต้องสร้างรายได้ใหม่ ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ และทำให้คนมีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่ต้องการมากกว่านโยบายประชานิยม แต่ต้องการความแน่นอนทางนโยบาย กฎระเบียบที่ไม่เป็นอุปสรรค ต้นทุนที่แข่งขันได้ และรัฐบาลที่พูดภาษาเดียวกันทั้งระบบ
ด้วยเหตุนี้ การปรับ ครม.เศรษฐกิจเพื่อปลี่ยนตัวบุคคลจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการเปลี่ยนวิธีบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและเครื่องยนต์การเติบโตใหม่
แต่มาจนถึงจุดนี้แล้วก็ยังไม่เห็นแสงสว่างจากรัฐบาลที่เอาแต่พูดคำว่ารักชาติ เลยแม้แต่น้อย

