รมช.มหาดไทย แจงกรณีเพิกถอนข้าราชการ 5,925 ราย ไม่ใช่โยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น ย้ำส่วนกลางต้องรับผิดชอบ – อปท.ทำตามอำนาจหน้าที่
จากกรณี นายวีระเดช ภู่พิสิฐ หรือ“นายกเฮง” นายกอบจ.ลำพูน ออกมาพูดถึงเรื่อง การเพิกถอนข้าราชการ 5,925 คน ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ระบุว่า มีการแก้ไขคะแนนสอบ โดยล่าสุดเมื่อคณะกรรมการกลางข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ “ก.กลาง” มีมติให้เพิกถอนแล้ว ต้องส่งเรื่องไปยังจังหวัด และท้องถิ่นที่รับบรรจุ เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่น เซ็นปลดออกจากราชการนั้น เป็นการโยนเผือกร้อนมาให้ท้องถิ่น โดยที่คนส่วนกลางไม่ต้องรับผิดชอบ ในคำสั่งตัวเองเลย มีแต่รายชื่อที่ส่งมา แต่ไม่มีรายละเอียด เอกสาร หลักฐานของการทุจริตเลย เพราะผู้ที่ถูกเพิกถอนชื่อ หากมีการฟ้องร้องเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง ก็จะฟ้องผู้บริหารท้องถิ่น ที่เซ็นชื่อปลดพวกเขาก่อนเป็นคนแรก
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ใช่การโยนภาระให้ท้องถิ่น แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และส่วนกลางต้องรับผิดชอบในการกำหนดข้อมูล หลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติ ให้มีความชัดเจน ไม่ใช่นำรายชื่อ 5,925 ราย ไปให้ท้องถิ่นตัดสินเอง ว่าใครผิด หรือใครต้องออกจากราชการ
“นี่ไม่ใช่การโยนเผือกร้อนให้ท้องถิ่น เพราะส่วนกลางเป็นคนตรวจสอบข้อมูล เป็นคนกำหนดแนวทาง และเป็นคนส่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการมาแล้ว ส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง เมื่อได้รับข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องแยกบทบาทกันให้ถูก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า ทุกอย่างโยนให้ท้องถิ่น ทั้งที่ระบบราชการแต่ละระดับมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน”
ทั้งนี้ ถ้าส่วนกลางตรวจพบว่า คะแนนมีปัญหาแล้วไม่ดำเนินการ คนก็จะถามว่า ทำไมมหาดไทยปล่อยให้คนที่ได้คะแนนมาโดยไม่ถูกต้องอยู่ในระบบต่อไป ฉะนั้นเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติ เราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขต้องทำตามขั้นตอน ไม่ใช่ใช้อารมณ์ และไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบแทนทั้งระบบ
การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องเดินไปพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแก้ไขบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การดำเนินการเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบในส่วนของความรับผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละกระบวนการกัน
“การที่มีรายชื่ออยู่ใน 5,925 ราย ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริต หรือเป็นผู้กระทำความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ รายชื่อดังกล่าวเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติเกี่ยวกับคะแนนสอบ ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนใครจะมีความผิดทางอาญา หรือมีส่วนร่วมกับการทุจริต หรือไม่ เป็นเรื่องของหน่วยงานสอบสวน และกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องพิสูจน์ต่อไป”
ในส่วนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ จากผลคะแนนที่มีปัญหา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้น ก็ต้องดำเนินการแก้ไขสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถปล่อยให้ความผิดพลาด หรือการทุจริตในกระบวนการสอบ กลายเป็นสิทธิถาวรในระบบราชการได้
“หลักของผมง่ายมาก ใครได้สิทธิมาโดยไม่ถูกต้อง ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ใครสอบด้วยความสามารถของตัวเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เราจะไม่เอาคนสุจริตมาเป็นผู้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่น”
สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนคือ อปท. ไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบ หรือผู้ชี้ว่าคะแนนสอบของบุคคลใดผิดปกติ แต่เมื่อมีข้อมูล และแนวทางจากส่วนกลางแล้ว หน่วยงานต้นสังกัด มีหน้าที่ดำเนินการด้านบุคคลตามกรอบอำนาจของกฎหมาย ดังนั้น จึงไม่ควรนำคำว่า “โยนเผือกร้อน” มาอธิบายกระบวนการทั้งหมด เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า มหาดไทยผลักภาระให้ท้องถิ่น โดยไม่มีแนวทางรองรับ
“ถ้าจะถามว่าใครต้องรับผิดชอบ ผมตอบว่า ทุกระดับต้องรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง ส่วนกลางต้องรับผิดชอบเรื่องข้อมูล และแนวทาง กรรมการที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบเรื่องมติ และกระบวนการ และหน่วยงานต้นสังกัดต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง นี่คือระบบ ไม่ใช่การโยนงานให้ใครคนใดคนหนึ่ง ขณะเดียวกัน มหาดไทย ไม่ได้มองเฉพาะกลุ่ม 5,925 ราย แต่ต้องดูแลผู้สอบที่สุจริต ซึ่งได้รับผลกระทบจากการจัดทำบัญชีใหม่ด้วย โดยได้เปิดช่องทางให้ผู้สอบที่ไม่ปรากฏรายชื่อในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ สามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบคะแนนของตัวเองได้ ระหว่างวันที่ 13–31 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางราชการได้”
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราไม่ได้มองแค่คนที่มีปัญหา แต่ต้องมองคนที่เสียโอกาสจากปัญหานี้ด้วย คนที่อ่านหนังสือมาสอบอย่างสุจริต ต้องไม่กลายเป็นผู้รับกรรมจากการทุจริต เพราะฉะนั้นการเปิดให้ตรวจสอบคะแนน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการคืนความเป็นธรรมให้กับคนที่สอบโดยสุจริต เป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำรายชื่อ 5,925 รายออกจากระบบ แต่ต้องทำให้กระบวนการสอบแข่งขันท้องถิ่น กลับมาอยู่บนหลักความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

