(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/private-firms-driving-russias-new-tech-push-in-ukraine-war/)
Private firms driving Russia’s new tech push in Ukraine war
by Stephen Bryen
05/08/2026
ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของรัสเซียอย่าง เครือข่าpดาวเทียม รัสส์เวต-3 และระบบรบกวนสัญญาณดาวเทียมอันละเอียดซับซ้อน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูขีดความสามารถที่แดนหมีขาวสูญเสียไปหลังถูก “สตาร์ลิงค์” ตัดขาดไม่ให้เข้าใช้งานได้อีกต่อไป
รัสเซียกำลังนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่สงครามยูเครน มันจะช่วยให้ฝ่ายรัสเซียชนะในการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้หรือไม่? สิ่งที่ยั่วใจให้อยากค้นหาคำตอบต่อคำถามนี้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือว่า เทคโนโลยีใหม่ทั้งสองอย่างนี้ต่างพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัทภาคเอกชนในรัสเซีย!
ทั้งรัสเซียและยูเครน ต่างนิยมป่าวร้องโฆษณาขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อสาธารณชน ในฐานะเป็น “อาวุธวิเศษ” สุดมหัศจรรย์ แต่ไม่ช้าไม่นานต่อมามันก็มีความชัดเจนขึ้นว่า อาวุธเหล่านี้มีบทบาทในสงครามคราวนี้เพียงแค่ระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นการโฆษณาก็จะย้ายไปเน้นที่ผลิตภัณฑ์ใหม่อื่นๆ ต่อไป เมื่อเร็วๆ นี้ รัสเซียเพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ตัว ซึ่งได้รับการป่าวร้องว่ามีความอัศจรรย์เยอะแยะมากมาย แต่ว่ามันจะสามารถสร้างผลลัพธ์แท้จริงได้มากน้อยแค่ไหน?
ผลิตภัณฑ์ตัวแรก และบางทีน่าจะเป็นตัวสำคัญที่สุด คือระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบใหม่ ที่เรียกขานกันว่า รัสส์เวต-3 (Rassvet-3 รัสส์เวต แปลว่า รุ่งอรุณ) มันคือคำตอบของรัสเซียในการต่อสู้กับระบบสตาร์ลิงค์ (Starlink) ที่เป็นเครือข่ายดาวเทียมมหัศจรรย์ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ด้วยจำนวนดาวเทียมในเครือข่ายมากมายระหว่าง 10,870 – 10,890 ดวง
กองทหารในแนวหน้าของยูเครนพึ่งพาอาศัย สตาร์ลิงค์ อย่างมหาศาลในเรื่อง ระบบการบังคับบัญชา, การควบคุม, การสื่อสาร, คอมพิวเตอร์, ข่าวกรอง, การเฝ้าระวัง, และการลาดตระเวน (Command, Control, Communications, Computers, Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance มักเรียกเป็นคำย่อว่า C4ISR) ระบบนี้ช่วยให้สามารถสตรีมวิดีโอสดจากโดรนลาดตระเวนและโดรนโจมตีได้, ปรับแก้การยิงแบบเรียลไทม์สำหรับระบบอาวุธปืนใหญ่และจรวด, และช่วยการประสานงานแบบเข้ารหัสระหว่างผู้บัญชาการหน่วยกับทหารในแนวหน้า
ฝ่ายรัสเซียก็มีการใช้ สตาร์ลิงค์ อยู่เช่นกัน จวบจนกระทั่ง อีลอน มัสก์ ระงับไม่ยอมให้ใช้อีกต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ด้วยการบังคับใช้มาตรการล้อมรั้วกั้นพื้นที่ทางดิจิตอล (geofencing) ผสมผสานกับมาตรการกำหนดรายชื่อสถานีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน (terminal “whitelisting”)
สถานการณ์เช่นนี้บังคับให้รัสเซียต้องพยายามหาทางเลือกอื่นๆ แทนที่ เพื่อให้สามารถรักษาการติดต่อเชื่อมโยงในสมรภูมิโดยระบบสื่อสารบรอดแบนด์ต่อไปอีก ตอนแรกทีเดียว ฝ่ายรัสเซียได้หันไปใช้ “เครือข่ายตาข่ายใยแมงมุม” (mesh networks) –ซึ่งอุปกรณ์แต่ละตัวในเครือข่ายสามารถติดต่อระหว่างกันเองได้ทั้งหมด โดยที่สาระสำคัญแล้วคือการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มต่างๆ (แพลตฟอร์มที่ว่านี้ หลักๆ แล้วก็คือ อากาศยานไร้คนขับ) ให้แต่ละจุดสามารถต่อเชื่อมกันในระบบบรอดแบนด์
เพื่อทำการเชื่อมต่อเช่นนี้ให้สำเร็จ รัสเซียได้ยกระดับการใช้โมเด็มตาข่ายดิจิทัลขนาดเล็ก (Mesh Modems) ซึ่งมักใช้เทคโนโลยีสเปกตรัมกระจายแบบกระโดดความถี่ (frequency-hopping spread spectrum หรือ FHSS) ในย่านความถี่ 1.3–1.5 GHz ให้แก่พวกโดรนโจมตีและโดรนลาดตระเวน เพื่อทำให้ระบบสื่อสารมีความเสถียรและยากต่อการรบกวนมากขึ้น
เครือข่ายแบบตาข่ายที่ประกอบด้วยโดรนหลายๆ ลำ ตลอดจน เครือข่ายตาข่ายต่อเชื่อมสถานีภาคพื้นดินนั้น ทำงานได้ดีทีเดียว ทว่าไม่ใช่ไร้ปัญหา เครือข่ายแบบนี้โดยทั่วไปแล้วมีความจำกัดในเรื่องพื้นที่ครอบคลุม (coverage) ดังนั้น พื้นที่แต่ละบริเวณจึงจำเป็นต้องรักษาให้มีการครอบคลุมด้วยเครือข่ายมากกว่า 1 เครือข่าย นอกจากนั้นเนื่องจากสัญญาณจะถูกประมวลผลซ้ำหลายครั้ง จึงทำให้เกิดความล่าช้าขึ้น (เรียกกันว่า ความหน่วง latency)
ความหน่วง จะกลายเป็นปัญหาเลวร้ายมาก ถ้าหากคุณกำลังนำทางโดรนฆ่าตัวตายเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมาย หรือกำลังส่งคำเตือนเกี่ยวกับภัยคุกคามที่กำลังรี่เข้ามา เครือข่ายแบบตาข่ายยังต้องมีการรับ/ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นข้าศึกจึงสามารถตรวจจับได้อย่างง่ายดาย และดำเนินการตอบโต้ อาจจะด้วยการส่งสัญญาณรบกวนหรือด้วยการทำลายจุดเชื่อมต่อสำคัญเสียเลย
สำหรับระบบสตาร์ลิงค์ เนื่องจากในการสื่อสารแต่ละครั้งมันใช้ดาวเทียมเป็นร้อยๆ ดวง จึงมีความหน่วงต่ำมากๆ (20 – 50 มิลลิวินาที) และด้วยการมีจำนวนดาวเทียมอย่างมากมาย ยังทำให้การรบกวนสัญญาณทำได้ลำบากอีกด้วย วิธีการรบกวนสัญญาที่ใช้กันมากที่สุดคือการตัดสัญญาณภายในพื้นที่รบกวนที่กำหนดเอาไว้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีเครื่องรบกวนสัญญาณที่มีประสิทธิภาพพร้อมใช้งาน
(สตาร์ลิงค์ ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงมาก ซึ่งปกติมักจะใช้กับเรดาร์ โดยรวมถึงการใช้คลื่นย่านความถี่ Ku และ Ka ด้วย นอกจากนั้น สตาร์ลิงค์ยังเชื่อมโยงกับดาวเทียมต่างๆ ในระบบของตนด้วยการสื่อสารโดยเลเซอร์ ซึ่งไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้)
ยิ่งเมื่อยูเครนเริ่มโจมตีโดรนรัสเซียด้วยเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เป็นต้นว่า โดรนสกัดกั้น ซีร์กา (Zirka counter-drone) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และทันทีที่ปล่อยออกไป ก็สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ ฝ่ายรัสเซียจึงไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเครือขายตาข่ายใยแมงมุมจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้
นี่เองนำไปสู่การพัฒนาระบบดาวเทียม รัสส์เวต (Dawn, รุ่งอรุณ) 3 ทั้งนี้ ดาวเทียมล็อตแรกของระบบนี้จำนวน 12 ถึง 15 ดวง เวลานี้สามารถทำงานได้เรียบร้อยแล้ว และรัสเซียกำลังเร่งรัดการสร้างสถานีภาคพื้นดินแบบพกพาได้ เพื่อให้ รัสส์เวต สามารถปฏิบัติการได้ในสมรภูมิ
อย่างไรก็ดี ดาวเทียมแค่ 12 ถึง 15 ดวงของรัสเซียนั้น ไม่ได้ใกล้เคียงกับดาวเทียมจำนวนกว่า 10,000 ดวงที่ขึ้นไปอยู่ในวงโคจรแล้วของสตาร์ลิงค์เลย ในความเป็นจริง ณ วันนี้ ดาวเทียมของรัสเซียเหล่านี้สามารถครอบคลุมพื้นที่เหนือยูเครนในระดับทำให้มีช่วงเวลาในการสื่อสารได้ราววันละ 2-3 ช่วง แต่ละช่วงนานประมาณ 1 ถึง 1.5 ชั่วโมง
การครอบคลุมระดับนี้เพียงพอสำหรับการค้นหาข้อผิดพลาดและการทดสอบระบบดาวเทียม แต่ย่อมไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความจำเป็นทางยุทธวิธีของกองทัพรัสเซีย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัสเซียได้ปล่อยดาวเทียมเพิ่มอีก 16 ดวง แต่เรายังไม่มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับดาวเทียมใหม่ๆ เหล่านี้ เป้าหมายของรัสเซียนั้นกำหนดเอาไว้จะปล่อยดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรให้ได้ 156 ดวงภายในสิ้นปี 2026 นี้
คล้ายๆ กับสตาร์ลิงค์ ทาง รัสส์เวต-3 (ซึ่งใช้วงโคจรที่อยู่สูงกว่า สตาร์ลิงค์ เล็กน้อย) ก็ใช้คลื่นวิทยุย่านความถี่ Ka และ Ku ตลอดจนรองรับการสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (ในการทดสอบ อัตราความเร็วของการรับส่งข้อมูลที่สาธิตกัน สามารถเพิ่มขึ้นไปได้ถึง 10 Gbit/s) รวมทั้งรองรับมาตรฐาน 5G NTN (Non-Terrestrial Network) (มาตรฐานเครือข่าย 5G แบบไม่ใช้พื้นดิน/นอกพื้นโลก) สำหรับการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างดาวเทียมกับโทรศัพท์มือถือ
รัสส์เวต สามารถให้บริการส่งต่อข้อมูลทางทหารแบบเข้ารหัส, การเชื่อมต่อเพื่อสั่งการและควบคุมโดรน, และการส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์กลางที่มีความปลอดภัย ซึ่งก็คือเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น หลังจากรัสเซียถูกบล็อกไม่ให้เข้าใช้งานสตาร์ลิงค์
ระบบรัสส์เวต นี้ พัฒนาขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีรัสเซียภาคเอกชนที่มีชื่อว่า บิวโร 1440 (Bureau 1440) ซึ่งเป็นกิจการหนึ่งในเครือของกลุ่มเทคโนโลยี ยาโดร (YADRO) โดยที่กลุ่ม YADRO สังกัดอยู่กับโปรแกรมอวกาศ ซเฟ-รา (Sfera space program) ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งมีขนาดขอบเขตการดำเนินกิจการอันกว้างขวาง ทั้งนี้โครงการนี้ยังกำลังได้รับการยกระดับขึ้นเป็นโครงการลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงสุดโครงการหนึ่งของมอสโกแล้ว
YADRO ถือเป็นกิจการในเครือซึ่งมีสำคัญที่สุดระดับเรือธง และเป็นตัวทำรายได้ชั้นนำที่สุดของกลุ่มกิจการ ไอเคเอส โฮลดิ้ง (IKS Holding) ทีเดียว ขณะที่ไอเคเอส โฮลดิ้ง เป็นผู้ให้ความสนับสนุนทางการเงินจำนวน 329.000 ล้านรูเบิล (ราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ของงบประมาณทั้งหมดของโครงการนี้ ด้วยเงินซึ่งมาจากทุนเชิงพาณิชย์ของตนเอง, รวมทั้งรายได้ของบริษัทแม่, และวงเงินสินเชื่อภาคเอกชน
เมกาฟอน (MegaFon) ยักษ์ใหญ่เทเลคอม เป็นผู้ให้เงินทุนเริ่มต้นแก่โครงการนี้เมื่อปี 2020 เป็นจำนวน 6,000 ล้านรูเบิล แล้วจากนั้น วีทีบี กรุ๊ป (VTB Group) กิจการธนาคารยักษ์ใหญ่ของรัสเซียก็ซื้อหุ้นไป 15% ในปี 2021 ด้วยราคา 2,000 ล้านรูเบิล ก่อนที่โครงการนี้จะถูกปรับโครงสร้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ไอเคเอส โฮลดิ้ง
ต่อจากนั้น รัฐบาลกลางของรัสเซียให้คำมั่นออกเงินสนับสนุนจำนวนระหว่าง 102,800 – 116,000 ล้านรูเบิล (1,260 – 1300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยผ่านแผนโรดแมป “เศรษฐกิจข้อมูล” (“Data Economy” roadmap) ระดับชาติของตน (ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “ระบบและบริการด้านอวกาศระดับก้าวหน้าสำหรับระยะเวลาจวลจนกระทั่งถึงปี 2030” “Advanced Space Systems and Services for the Period up to 2030.”)
เงินทุนจากรัฐบาลกลางเหล่านี้ ถูกนำไปใช้อุดหนุนโดยตรงในเรื่องการนำเอาดาวเทียม รัสส์เวต บูรณาการเข้ากับยานปล่อยดาวเทียมซึ่งติดตั้งอยู่บนจรวด โซยุซ-2 (Soyuz-2) โดยผ่าน รัฐวิสาหกิจด้านกิจการอวกาศ รอสมอสคอส (Roscosmos) ตลอดจนในเรื่องการขออนุญาตใช้คลื่นความถี่วงโคจรดาวเทียม, และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตสถานีภาคพื้นดินในส่วนของผู้ใช้งาน
ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างของรัสส์เวต จึงเป็นรูปแบบพิเศษไม่เหมือนใครในเรื่องโครงสร้างทางกรรมสิทธิ์ และทิศทางทางการเงิน รวมทั้งเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่ารัสเซียกำลังแสวงหาหนทางใหม่ๆ ในลักษณะการผสมผสานการลงทุนของภาคเอกชนและของภาครัฐเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนโปรแกรมด้านกลาโหมที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ
บริษัท บิวโร 1440 ยังได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการสร้างพวกจุดรับสัญญาณปลายทาง ส่วนประกอบจำนวนมากของอุปกรณ์จุดรับสัญญาณปลายทางเหล่านี้มีที่มาจากประเทศจีน และวิธีซื้อหากันก็ใช้ระบบซื้อสินค้าที่มีวางขายกันทั่วไป (commercial off-the-shelf systems (COTS) ทั้งนี้ เห็นกันว่าเรื่องการผลิตจุดรับสัญญาณปลายทาง อาจจะกลายเป็นคอขวดสำคัญจุดหนึ่งของฝ่ายรัสเซียขึ้นมาได้
เนื่องจาก รัสส์เวต ยังคงอยู่ในช่วงแรกๆ ของการดำเนินการ และยังไม่ได้มีการใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ดังนั้นจึงยังต้องติดตามกันต่อไปว่าระบบนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้ และทำหน้าที่ดังที่กองทัพรัสเซียต้องการในยูเครนได้หรือไม่
ถ้าหากมันประสบความสำเร็จ ฝ่ายรัสเซียก็จะมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสตาร์ลิงค์ ซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้จริงๆ ในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตนในยูเครน ด้วยเหตุนี้ โครงการรัสส์เวตจึงต้องถือว่าเป็นของจริง ไม่ใช่แค่การโฆษณา ทันทีที่มันสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ (ประมาณสิ้นปี 2026 ถึงกลางปี 2027) รัสเซียก็จะสามารถมีสิ่งที่ทัดเทียมกับสตาร์ลิงค์มาใช้งานในสมรภูมิ
การรบกวนสัญญาณสตาร์ลิงค์เหนือดินแดนรัสเซีย
ยูเครนกำลังโจมตีเล่นงานพวกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยิ่งยวดในรัสเซียมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเพื่อเป็นการตอบโต้กเอาคืนที่รัสเซียโจมตีใส่โครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางทหารของยูเครน และทั้งถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของฝ่ายยูเครนที่จะทำให้รัฐบาลรัสเซียเกิดความอับอายขายหน้าจากการได้รับความเสียหายหนักภายในบ้านของตนเอง เวลานี้การรณรงค์เช่นนี้ยังดูเหมือนก่อให้เกิดความหวังขึ้นมาว่า จะบีบบังคับให้ฝ่ายรัสเซียยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาต่อรอง พร้อมด้วยการยินยอมอ่อนข้อสำคัญๆ ซึ่งฝ่ายยูเครนอาจจะยอมรับได้
(ฝ่ายรัสเซียได้มีการตอบโต้เอาคืนฝ่ายยูเครนด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็ด้วยการทำลายพวกอาคารสถานที่ทางด้านก๊าซในยูเครน หลังจากมีรายงานว่าจากการโจมตีของยูเครนที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงในท้องที่หลายแห่งในรัสเซีย)
ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังคงสามารถที่จะสอยโดรนยูเครนจำนวนมากให้ร่วงลงมา ทว่าก็ยังคงมีโดรนยูเครนมากพอที่บินฝ่าและข้ามพ้นระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้สำเร็จและกำลังสร้างความยุ่งยากสาหัสให้แก่รัฐบาลรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ทางผู้นำรัสเซียกำลังวางมาดย้ำเน้นว่าพวกเขากำลังเป็นผู้ชนะในสงครามนี้
พวกนักวิเคราะห์อิสระบอกว่า ในแคว้นมอสโกและที่แหลมไครเมีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียมีการวางแผนวป้องกันภัยทางอากาศเอาไว้หลายชั้นนั้น โดรนยูเครนจำนวน 80 ถึง 90% ทีเดียวได้ถูกสกัดกั้น ในน่านฟ้าที่มีการพิทักษ์ป้องกันอย่างเหนียวแน่น (เป็นต้นว่า รอบๆ กรุงมอสโก และฮับทางทหารสำคัญๆ) การป้องกันภัยทางอากาศและการรบกวนสัญญาณด้วยสงครามอิเล็กทอรนิกส์ (electronic warfare หรือ EW) ของรัสเซียสามารถที่จะหยุดยั้งฝูงอากาศยานไร้คนขับชนิดพิสัยไกลของยูเครน ซึ่งกำลังบินรี่เข้ามาเอาไว้ได้เกินกว่าครึ่งหนึ่งมากมายนัก แต่ในบริเวณซึ่งการป้องกันไม่ดีเท่า เปอร์เซนต์ของการฝ่าผ่านมาได้ก็มีเปอร์เซนต์สูงขึ้น
เนื่องจากพวกโดรนพิสัยไกลของยูเครนส่วนใหญ่แล้วพึ่งพาอาศัยทั้งระบบนำทางจีพีเอส และระบบดาวเทียมสตาร์ลิงค์ รัสเซียจึงกำลังหาทางปรับปรุงยกระดับขีดความสามารถของตนในเรื่องการรบกวนสัญญาณ ขณะที่ต้องยอมรับว่าการรบกวนสัญญาณสตาร์ลิงค์นั้นเป็นงานท้าทายที่ยากลำบากทีเดียว
เวลานี้ รัสเซียกำลังเริ่มนำเอาระบบรบกวนสัญญาณระบบใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยมุ่งที่จะรบกวนสัญญาณสตาร์ลิงค์โดยตรงมาใช้งาน ระบบนี้มีชื่อว่า โวลนา คูโปล การันต์ (Volna Kupol Garant ทั้งนี้ Volna แปลว่า คลื่น ส่วน Kupol แปลว่า โดม) ระบบนี้พัฒนาขึ้นโดยบริษัทรอสซีย์สกี คูโปล แอลแอลซี (Rossiysky Kupol LLC) ซึ่งตั้งฐานอยู่ในไครเมีย และพวกสื่อรัสเซียมักนิยมเรียกขานกันว่า AO Русский Купол หรือ Russian Dome (รัสเซียน โดม)
คูโปล เป็นบริษัทรับเหมารับจ้างประมูลงานกลาโหมที่มีความชำนาญทางอิเล็กทรอนิกส์ และก้าวขึ้นมาเป็น 1 ในกิจการภาคเอกชนชั้นนำของรัสเซียในด้านการพัฒนาฮาร์ดแวร์สงครามอิเล็กทรอนิกส์ต่อสู้โดรนและต่อสู้ดาวเทียมในทางยุทธวิธี
ทั้งนี้ คูโปล ใช้วิธีขายฮาร์ดแวร์โดยตรงให้แก่โครงสร้างบังคับบัญชาที่ผ่านมาทางระดับท้องถิ่น, หน่วยงานบริหารระดับภูมิภาค, ตลอดจนหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศซึ่งตั้งอยู่ในท้องถิ่น แทนที่จะขายผ่านขั้นตอนการจัดซื้อทางทหารของภาครัฐตามประเพณีที่เคยทำกันมายาวนาน
เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯทั้งหลายควรต้องสนใจวิธีการขายแบบนี้ ซึ่งสามารถขจัดความยุ่งยากซ้ำซ้อนของระบบราชการตลอดจนความล่าช้าต่างๆ ในการนำเอาผลิตภัณฑ์จากโรงงานมาให้ถึงมือทหาร นอกจากนั้นมันยังอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายลดต่ำลง ด้วยการยกเลิกกระบวนการทดสอบและการประเมินผลซึ่งบ่อยครั้งมีราคาแพง ถึงแม้มันก็มีความเสี่ยงอยู่ด้วยบางอย่างบางประการ
เครื่องรบกวนสัญญาณดาวเทียมของ คูโปล เป็นแบบติดตั้งบนรถพ่วง ซึ่งออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อมุ่งปิดการทำงานของตัวรับสัญญาณ Starlink ที่อยู่เหนือหัว ทั้งนี้ มันจะสร้างเกราะป้องกันคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งมุ่งปิดกั้นคลื่นความถี่มาตรฐานของโดรนนาโต ตลอดจนของโดรนพาณิชย์ยูเครน ภายในรัศมี 20 กิโลเมตร
ระบบ โวลนา คูโปล กาแรนต์ ใช้เสาอากาศจานพาราโบลา 8 จาน ซึ่งตั้งกระจายอยู่ตามรถพ่วงเคลื่อนที่จำนวน 6 คัน จานสัญญาณแต่ละจานถูกหุ้มด้วยโดมเรโดม (radome) ทรงไข่ที่เป็นวัสดุผสมกันกระแทก ในการทำงาน แทนที่จะใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อควบคุมทิศทางและความเข้มของลำคลื่นให้ปรับเปลี่ยนไปทั่วแผ่นส่งสัญญาณแบบเรียบในลักษณะ flat array phase matrix จานดาวเทียมแต่ละจานจะติดตั้งมอเตอร์เอาไว้เพื่อหมุนและติดตามดาวเทียมสตาร์ลิงค์ ในวงโคจรต่ำรอบโลก (low-Earth orbit หรือ LEO) ขณะที่พวกมันเคลื่อนที่อยู่บนท้องฟ้า
คูโปล เลือกที่จะไม่ใช้เทคโนโลยี Active Electronically Scanned Arrays (AESA) กับเครื่องรบกวนสัญญาณดาวเทียมของตน ถึงแม้หากเลือกได้ก็ย่อมต้องการนำมาใช้ ทั้งนี้เนื่องจาก AESA arrays มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในเรื่องความสามารถในการควบคุมลำคลื่นหลายลำ (Multi-beam) ได้อย่างคล่องตัว และการสแกนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องขยับส่วนต่างๆ ของอุปกรณ์ อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้เรียกร้องต้องการใช้ โมดูลการส่ง/การรับสัญญาณ (Transmit/Receive (T/R) modules) ซึ่งทำด้วย แกลเลียม ไนไตรด์ (Gallium Nitride หรือ GaN) ระดับล้ำสมัย หรือ แกลเลียม อาร์เซนไนด์ (Gallium Arsenide หรือ GaAs) ระดับล้ำสมัย –ส่วนประกอบเช่นนี้เป็นวัสดุหายากและถูกแซงก์ชั่นจำกัดอย่างเข้มงวดมากในรัสเซีย
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าอย่างสุดกู่ คูโปลก็อ้างว่า อุปกรณ์ของตนสามารถบรรลุ ERP (ย่อมาจาก Effective Radiated Power) ที่จำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณรบกวนให้ไปถึงดาวเทียมซึ่งอยู่ในวงโคจรต่ำรอบโลก (LEO) นั่นคือ ณ ความสูงไม่ถึง 500 กิโลเมตร โดยใช้ส่วนประกอบด้าน RF แบบง่ายๆ และสามารถจัดหามาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์
ปัญหาของ คูโปล อยู่ที่ระบบแต่ละระบบของพวกเขามีพื้นที่ครอบคลุมจำกัด ซึ่งหมายความว่าเพื่อคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย จำเป็นต้องนำเอารถพ่วงเคลื่อนที่ของระบบนี้ให้มาอยู่ติดกับสถานที่ซึ่งต้องการพิทักษ์คุ้มครอง ต้นทุนค่าใช้จ่ายของการดำเนินการเช่นนี้สำหรับในประเทศซึ่งเป็นชาติอุตสาหกรรมและมีความสลับซับซ้อนอย่างเช่นรัสเซียแล้ว มันก็อาจจะอยู่ในขั้นที่ไม่สามารถกระทำได้ด้วยซ้ำ
อุปกรณ์ของ คูโปล แต่ละหน่วยมีราคา 1.5 ล้านดอลลาร์ (เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขของประเทศตะวันตกแล้ว ค่าใช้จ่ายเช่นนี้ถือว่าต่ำมาก อย่างไรก็ดี ถ้าหากจำเป็นต้องใช้กันเป็นหลายร้อยหน่วยแล้ว ราคาก็จะถือว่าสูงลิ่ว)
ยังไม่มีข้อมูลข่าวสารออกมามากนักในเรื่องที่ว่า คูโปลมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนในการต่อสู้กับสตาร์ลิงค์ อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ว่า ยูเครนเพิ่งกำหนดให้ระบบคูโปลที่ถูกนำออกมาติดตั้งประจำการแล้ว เป็นเป้าหมายที่จะต้องโจมตี ก็บ่งบอกให้เห็นว่ามันทำงานได้ผล (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://keeptrack.space/deep-dive/volna-kupol-garant-starlink-jamming)
แต่ว่ารัสเซียสามารถที่จะนำเอาระบบนี้ออกมาติดตั้งประจำการในจำนวนที่เพียงพอหรือไม่ และบริษัทคูโปล (ซึ่งยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ) สามารถผลิตมันออกมาได้อย่างเพียงพอหรือไม่ เหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ
มันยังไม่ใช่ว่า รัสส์เวต หรือ คูโปล กำลังจะเปลี่ยนแปลงสงครามในยูเครนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยการทำให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบหรอก แต่ระบบทั้งสองนี้เป็นการเสนอโซลูชั่นและการปรับปรุงยกระดับซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อนหน้านี้ขาดแคลนอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งงสองอย่างนี้ยังออกมาจากทางภาคเอกชน ซึ่งเป็นการสาธิตให้เห็นว่าพวกบริษัทอิสระทั้งหลาย อาจจะอยู่ในจุดยืนที่ดีที่สุด –แม้กระทั่งในรัสเซียก็ตาม—ในการพัฒนาและผลิตพวกยุทโธปกรณ์ทางทหารซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการใช้อย่างเหลือเกิน
สตีเฟน ไบรเอน เป็นอดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของเอเชียไทมส์ ข้อเขียนชิ้นนี้นำออกเผยแพร่ครั้งแรกทางช่อง Weapons and Strategy บนแพลตฟอร์ม Substack ของผู้เขียน

