ปราจีนบุรี -เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง รวมตัวหน้าศาลากลางจังหวัด ทวงถามรัฐบาลหลังครบกว่า 45 วัน ยังไร้คำตอบปมขยาย EEC เข้าปราจีนบุรี ย้ำมีประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านแล้ว 11,207 รายชื่อ พร้อมประกาศ 6 เหตุผลคัดค้าน หวั่นจังหวัดกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” รองรับอุตสาหกรรมและกากของเสีย จี้รัฐบาล-กพอ. ทบทวนมติ 20 พ.ค.69 เปิดข้อมูลผลศึกษาต่อสาธารณะ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตจังหวัด
วันนี้ (17 ส.ค.) เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในพื้นที่ รวมตัวชุมนุมโดยสงบบริเวณศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 เห็นชอบในหลักการให้นำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่ EEC
นายเฉลิมชัย กล้าหาญ ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์ ของเครือข่าย ด้านหน้าศาลากลางจังหวัด หลังจาที่ถูกห้ามเข้า โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ภาคประชาชนได้ยื่นข้อคัดค้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลและเหตุผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อกังวลของประชาชนยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างมีความหมาย จึงเดินทางมาติดตามผลการเจรจากับรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้ให้คำมั่นว่าจะนำข้อเรียกร้องของเครือข่ายไปหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กพอ. เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เวลาผ่านมากว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนจากรัฐบาล เครือข่ายฯ จึงออกมาติดตามคำมั่นและทวงถามความรับผิดชอบต่อข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากการเจรจากับประชาชน
ทั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง พร้อมประชาชนจำนวน 11,207 รายชื่อ ที่ยื่นต่อรัฐบาลแล้ว ยืนยันเหตุผลสำคัญ 6 ประการที่ไม่เห็นด้วยกับการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC
เหตุผลแรก เครือข่ายฯ มองว่าปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีผืนป่าที่สำคัญ โดยมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ได้
เหตุผลที่สอง ปัญหาภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเครือข่ายฯ ระบุว่า หลังคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าสามารถเข้ามาตั้งในพื้นที่ได้มากขึ้น ทำให้เกิดโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมาก ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ และภายหลัง พ.ร.บ. EEC พ.ศ. 2561 ปราจีนบุรีถูกมองว่าเป็น “หลังบ้าน EEC” รองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก ขณะที่ปัญหาผลกระทบและการเยียวยาประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
เหตุผลที่สาม คือความกังวลต่อการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่ EEC ซึ่งเครือข่ายฯ เห็นว่าใช้ระยะเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับขนาดของนโยบาย และอาจไม่ครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งจังหวัด
เหตุผลที่สี่ เครือข่ายฯ เห็นว่ากฎหมาย EEC ให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขณะที่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่อาจไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร และเกรงว่าผลประโยชน์จากการพัฒนาอาจไม่ตกถึงประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง
เหตุผลที่ห้า การขยาย EEC อาจนำไปสู่การกว้านซื้อที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่งผลให้คนท้องถิ่นมีความเสี่ยงสูญเสียที่ดินทำกิน รวมถึงกระทบต่อวิถีชีวิตและโครงสร้างชุมชนดั้งเดิม
ส่วน เหตุผลที่หก คือความกังวลเรื่องความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายฯ ระบุว่าอาจนำไปสู่การพัฒนาโครงการแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ โดยเกรงว่าจะกระทบต่อป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าของพื้นที่มรดกโลก
จากเหตุผลดังกล่าว เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ กพอ. ยุติกระบวนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC และทบทวนมติเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 พร้อมขอให้รัฐบาลมีคำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเรียกร้องของประชาชน เปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาที่ใช้ประกอบการตัดสินใจต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่แล้ว ทั้งมลพิษ กากอุตสาหกรรม การประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย ตลอดจนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะเดินหน้าการขยายตัวทางอุตสาหกรรมรอบใหม่
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยืนยันว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทำให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิต ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม
พร้อมย้ำว่า “ผืนดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และวิถีชีวิตของคนปราจีนบุรี ไม่ควรถูกนำไปแลกกับการพัฒนาที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมกำหนด” โดยเครือข่ายฯ จะชุมนุมโดยสงบ ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรอฟังคำตอบจากรัฐบาลและ กพอ. ต่อข้อเรียกร้องของประชาชน
เครือข่ายฯ ระบุว่า ปราจีนบุรีไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม แต่เป็นบ้านและอนาคตของประชาชนในจังหวัด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังเสียงประชาชนและเคารพสิทธิของคนปราจีนบุรีในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของบ้านเกิด

