ภาคตะวันออก – “ดร.สนธิ” นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ชี้ประเทศไทยมีกากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นราว 22 ล้านตันต่อปี แต่ศักยภาพระบบกำจัด โดยเฉพาะกากอันตราย ยังรองรับได้เพียงบางส่วน ขณะที่ค่าบำบัดและกำจัดอย่างถูกต้องสูงถึง 1–2 หมื่นบาทต่อตัน เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกใช้บริการกำจัดผิดกฎหมาย และนำไปสู่ขบวนการรับจ้างลักลอบทิ้งกาก
ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวปัยหากากอุตสาหกรรม ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากปริมาณกากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบรองรับยังมีข้อจำกัด โดย ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นประมาณ 22 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นกากของเสียไม่อันตรายราว 20 ล้านตัน และกากของเสียอันตรายประมาณ 1–2 ล้านตันต่อปี
ปริมาณกากจำนวนมหาศาลดังกล่าวกลายเป็นแรงกดดันต่อระบบกำจัด โดยเฉพาะการฝังกลบแบบปลอดภัย หรือ Secure Landfill ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่และขีดความสามารถในการรองรับกาก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น บริษัท เจนโก้ จำกัด (GENCO) บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (BWG) และบริษัท โปรเฟสชันแนล เวสต์ เทคโนโลยี จำกัด (PRO) ไม่สามารถรองรับกากอุตสาหกรรมทั้งหมดด้วยการฝังกลบเพียงวิธีเดียว
“คอขวด” กำจัดกากไม่ทันปริมาณที่เพิ่มขึ้น
ดร.สนธิ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ “คอขวดด้านขีดความสามารถในการกำจัด” โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 3 รายมีขีดความสามารถรองรับกากอุตสาหกรรมอันตรายรวมกันประมาณ 3–4 แสนตันต่อปี เมื่อเทียบกับปริมาณกากที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ จึงเกิดช่องว่างระหว่างปริมาณกากกับศักยภาพการกำจัด
ขณะเดียวกัน การบำบัดและกำจัดกากอันตรายให้เป็นไปตามมาตรฐานมีต้นทุนค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 10,000–20,000 บาทต่อตัน ทำให้ผู้ประกอบการบางรายที่ต้องการลดต้นทุนอาจเลือกใช้บริการขนส่งหรือกำจัดกากที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีราคาถูกกว่าการดำเนินการอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการกำจัดกากแต่ละรายยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการบำบัดและพื้นที่ฝังกลบ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมหนาแน่นและมีแนวโน้มเกิดกากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การก่อสร้างหรือขยายพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรมยังต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และอยู่ภายใต้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ทำให้ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้ทันกับปริมาณกากที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
จาก “ลดต้นทุน” สู่ขบวนการรับจ้างทิ้งกาก
ดร.สนธิ มองว่า ปัญหาจะกลายเป็น “วงจรอุบาทว์” เมื่อโรงงานต้นทางต้องการลดค่าใช้จ่าย และมีผู้รับจ้างช่วงหรือบริษัทขนส่งกากที่ดำเนินการผิดกฎหมายเข้ามาเสนอราคาต่ำกว่าค่ากำจัดตามมาตรฐาน
รูปแบบการดำเนินการคือ โรงงานต้นทางจ่ายค่ากำจัดกากในราคาถูกให้ผู้รับจ้าง จากนั้นผู้รับจ้างนำกากไปทิ้งในพื้นที่ลับตาหรือพื้นที่เช่าราคาถูก แล้วเก็บส่วนต่างระหว่างค่าบริการที่ได้รับกับต้นทุนการนำกากไปทิ้งเป็นกำไร
พื้นที่ที่มักถูกนำมาใช้เป็นจุดลักลอบทิ้ง ได้แก่ บ่อดินเก่า เหมืองร้าง พื้นที่รกร้างริมทางหลวง และที่ดินของประชาชน ขณะที่บางกรณีอาจใช้วิธีอ้างว่าจะนำ “ดินดี” หรือวัสดุที่สามารถใช้ถมที่ได้เข้ามาในพื้นที่ แต่ภายหลังกลับพบว่ามีการนำกากอุตสาหกรรมหรือสารเคมีมาทิ้ง
ผลกระทบที่ตามมาคือ กว่าชุมชนหรือเจ้าหน้าที่จะตรวจพบ กากสารเคมีบางส่วนอาจซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำแล้ว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตประชาชน ขณะที่การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนอาจต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาจำนวนมาก
จับตา “ช่องว่าง” โรงงานรีไซเคิล
อีกประเด็นที่ควรจับตาคือโรงงานรีไซเคิลบางประเภท โดยเฉพาะโรงงานประเภท 105 และ 106 ซึ่งหากระบบติดตามตรวจสอบไม่เข้มงวด อาจเกิดช่องว่างจนถูกใช้เป็น “จุดพัก” หรือ “แหล่งฟอก” กากอุตสาหกรรม โดยรับกากหรือสารเคมีเข้ามาเก็บไว้ ก่อนนำไปกำจัดหรือเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่อื่นอย่างไม่ถูกต้อง
นอกจากปัญหาด้านระบบกำจัดและการขนส่งแล้ว บทลงโทษยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากบทลงโทษที่เกิดขึ้นจริงมีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับผลประโยชน์จากการหลีกเลี่ยงค่ากำจัด ซึ่งอาจสูงถึงหลายล้านบาท ก็อาจทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าความเสี่ยงจากการถูกจับกุมและลงโทษยังไม่สูงพอที่จะยับยั้งการกระทำผิด
ดร.สนธิ เห็นว่า การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์บำบัดและกำจัด การตรวจสอบโรงงานต้นทางและผู้รับขนส่ง การติดตามเส้นทางกากอุตสาหกรรม การกำกับโรงงานรีไซเคิล ไปจนถึงการยกระดับบทลงโทษ เพื่อให้ “ต้นทุนของการทิ้งกากผิดกฎหมายสูงกว่าต้นทุนการกำจัดอย่างถูกต้อง” หากไม่สามารถตัดวงจรดังกล่าวได้ ปัญหากากอุตสาหกรรมก็มีแนวโน้มขยายตัวควบคู่ไปกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC

