xs
xsm
sm
md
lg

พิงกี้ สาวิกา รอดคุก จุดเปลี่ยนอยู่ที่… บทบาทและเจตนา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศาลยกฟ้อง 'พิงกี้' คดี Forex-3D สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้คดีแชร์ลูกโซ่ ชี้เส้นทางการเงินอย่างเดียวไม่พอเอาผิด ต้องพิสูจน์ให้ถึงบทบาทและเจตนาในการหลอกลวง เพื่อแยกผู้ลงทุนออกจากผู้ร่วมขบวนการ

“พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” พร้อมมารดาและพี่ชาย รอดคดี Forex-3D ขณะที่ “อภิรักษ์ โกฎธิ” และจำเลยอีก 4 คนถูกลงโทษจำคุกสูงถึง 49,110 ปี พร้อมชดใช้เงินกว่า 4,911 ล้านบาท

กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งคำพิพากษาที่ถูกจับตา ในวงการคดีแชร์ลูกโซ่และคดีหลอกลงทุน

จากคดีนี้ เห็นเลยว่า “เส้นทางการเงิน” ไม่ใช่ตัวขี้ขาด ใครจะรอดคุก ใครจะติดคุก แต่ศาลจะมีเหตุผลประกอบ ในการจำแนกแยกบทบาทของจำเลยแต่ละคน

“พิ้งกี้ แม่ และพี่ชาย” ได้รับการยกฟ้อง เพราะศาลเห็นพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าทั้ง 3 คนมีส่วนร่วมในการฉ้อโกงหรือชักชวนประชาชนเข้าสู่ขบวนการ

โดยพวกเขามี “เส้นเงิน” ในฐานะเป็นผู้ลงทุนและก็ไม่มีพฤติการณ์ชักชวนผู้อื่นมาลงทุน

ตรงนี้จึงเป็น “จุดเปลี่ยน” สำหรับคดีแชร์ลูกโซ่ เพราะคดีลักษณะนี้มักมีบุคคลจำนวนมากอยู่ในวงจรเดียวกัน

แต่กลายเป็นว่า การอยู่ในวงจรเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะมีบทบาทหรือเจตนาในการหลอกลวงเหมือนกัน

จากคำพิพากษา จะเห็นว่า การพิสูจน์ความผิดอาญา ต้องไปให้ถึง “บทบาทและเจตนา” ของจำเลยแต่ละคน ไม่ใช่ดูแค่ความสัมพันธ์หรือธุรกรรมทางการเงิน

ที่ผ่านมาในคดีแชร์ลูกโซ่ การแกะรอยเส้นทางการเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบสวนสอบสวน โดย DSI ระบุว่าในคดี Forex-3D มีทั้งประเด็นกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน แชร์ลูกโซ่ ฉ้อโกงประชาชน และต่อมามีการขยายผลไปยังคดีฟอกเงินด้วย

แต่เส้นทางการเงิน ก็เป็นแค่ “หลักฐานประกอบ” ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่า บุคคลใดกระทำผิด

ศาลมีการพิจารณาว่า เงินดังกล่าวเกิดจากธุรกรรมประเภทใด ใครเป็นผู้ชักชวน ใครรู้เห็นโครงสร้างการหลอกลวง ใครมีเจตนาให้ประชาชนหลงเชื่อ และใครมีบทบาทในการนำเงินของประชาชนเข้าสู่ระบบ

เมื่อเทียบกับนายอภิรักษ์ โกฏธิ หัวเรือใหญ่ของขบวนการ Forex 3D ซึ่งมีความผิดยาวเป็นหางว่าว จะพบว่าศาลลงในรายละเอียดของพฤติการณ์และองค์ประกอบความผิด ในแต่ละคดี

การที่อภิรักษ์ติดคุก แต่พิงกี้รอดคุก เป็นเรื่องของพฤติกรรม ที่แตกต่างกัน

ในรายของนายอภิรักษ์ มีพยานหลักฐานที่ศาลเห็นว่า เชื่อมโยงถึงการชักชวนล่อลวงเหยื่อ มีเส้นทางการรับเงินที่ยืนยันการทำผิด มีการรับรู้โครงสร้างธุรกิจ หรือการมีส่วนร่วมในการกระทำผิดอย่างชัดเจน

คำพิพากษาคดีนี้ ในส่วนของพิงกี้ จึงกลายเป็นความหวัง ของบรรดาผู้ต้องหาคดีอื่นที่คล้ายคลึงกัน สามารถก๊อบปี้แนวทางต่อสู้คดี

ด้วยการยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างว่าเป็นเพียงผู้ลงทุนหรือผู้รับเงิน ที่สามารถอธิบายที่มาของเงินได้ โดยไม่มีพฤติการณ์ร่วมหลอกลวงประชาชนแต่อย่างใด

คำพิพากษาคดี Forex 3D ยิ่งน่าสนใจในเชิงหลักกฎหมาย เมื่อนำมาเทียบเคียงกับคดีของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งถูก DSI ตรวจสอบเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด โดยมีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีรวม 28 ล้านบาท

นายภาวุธเข้าพบพนักงานสอบสวน DSI เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ในฐานะพยาน พร้อมนำเอกสารเข้าไปชี้แจง โดยยืนยันว่าไม่เคยชักชวนใครมาลงทุน และชี้แจงว่าเงินที่โอนเข้ามา คือเงินจากการเทรด

แค่ “มีเงินโอนเข้าบัญชี” ไม่เพียงพอจะเอาผิดใครได้ แต่ต้องเจาะลึกลงไปว่า เงินนั้นมีที่มาอย่างไร และผู้รับเงินมีส่วนรู้เห็นหรือมีเจตนาเกี่ยวข้องกับการหลอกประชาชนหรือไม่

คำพิพากษาคดีของพิงกี้ จะกลายเป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้คดี พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ และคดีแชร์ลูกโซ่ในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นการแยก “ผู้ลงทุน” ออกจาก “ผู้ร่วมขบวนการ” ไม่เหมาเข่ง

ในทางกฎหมายเองก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ ที่พิจารณาพฤติการณ์เฉพาะของจำเลย เช่น คดีฎีกาที่ 1172/2566 ซึ่งศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์การชักชวนให้ร่วมลงทุน การรับฝากเงิน การให้ผลตอบแทนสูง และการที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถประกอบกิจการโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนดังกล่าวได้

จึงเห็นได้ว่า “การชักชวน” “เจตนา” “การรับรู้” และ “บทบาท” เป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักอย่างมากในการพิจารณาคดีประเภทนี้

ท้ายที่สุด สิ่งที่คำพิพากษาคดีพิ้งกี้กำลังโยนคำถามกลับมายังกระบวนการยุติธรรม คือ
จากนี้ไป การเอาผิดบุคคลที่อยู่ใน “เส้นเงิน” จะต้องพิสูจน์ให้ถึงระดับไหน จึงจะเพียงพอต่อการลงโทษทางอาญา

เป็นประเด็นที่อาจสะเทือนคดี พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ อีกหลายสำนวนในอนาคต