เรื่องพิเศษชุด...ศึกหนัก 5 เสือก่อสร้างไทย (EP.2 จบ) : 5 เสือก่อสร้างเผชิญศึกหนัก ทุนจีนกินรวบ 1.4 ล้านล้าน
ย้อนกลับไปในช่วงสามทศวรรษก่อน ยุคทองของภาคพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทยถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มทุนรับเหมาสัญชาติไทยแท้ 5 รายใหญ่ หรือที่เรียกขานกันว่า5 เสือก่อสร้างไทย ไม่ว่าจะเป็น ITD (อิตาเลียนไทย) พี่ใหญ่อันดับ1 ผู้ตอกเสาเข็มสนามบินสุวรรณภูมิ ทางด่วน และรถไฟฟ้า ต่อด้วยCK (ช.การช่าง) เจ้าแห่งงานสัมปทานอุโมงค์ รถไฟฟ้า MRT และงานวิศวกรรมซับซ้อน ขณะที่ STEC (ซิโน-ไทย) คือยักษ์ใหญ่สายงานทาง รัฐสภาแห่งใหม่ และงานสถาปัตยกรรมภาครัฐ ด้าน UNIQ (ยูนิค) ยึดสายงานรถไฟทางคู่และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และ NWR (เนาวรัตน์พัฒนาการ) ผู้เชี่ยวชาญงานอุโมงค์ เขื่อน และโครงสร้างทางทะเล
ในยุคก่อร่างและสร้างชาติดังกล่าว เม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินปีละหลายแสนล้านบาทถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบ เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ หิน ทราย และซัพพลายเออร์สัญชาติไทยนับพันรายเติบโตไปพร้อมกัน ทั้งยังส่งผลให้วิศวกรและแรงงานไทยนับแสนคนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางวิศวกรรมจนกลายเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ทว่า เมื่อตัดสลับกลับมาที่เข็มนาฬิกาในปัจจุบัน ภาพจำอันเกรียงไกรของ5 เสือก่อสร้างไทยกลับถูกแทนที่ด้วยงบการเงินสีแดงฉาน และความพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดที่แตกออกเป็น 3 สาย
เริ่มจาก สายเลือดไหลไม่หยุดและล้มละลายทางบัญชีซึ่งนอกจาก NWR ที่ติดลบสะสมกว่า 3,401 ล้านบาท จนต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการแล้ว พี่ใหญ่อันดับ 1 อย่าง ITD ก็ตกอยู่ในสภาวะยักษ์ป่วยหนักเช่นกัน จากการเผชิญภาระหนี้หุ้นกู้กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท จนต้องขอประชุมขยายเวลาไถ่ถอนถอยออกไปอีก 3 ปี อีกทั้งมาร์เก็ตแคปยังดิ่งเหวเหลือต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งแม้สถานการณ์ ณ ปัจจุบันจะคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็อยู่ในช่วงที่ธุรกิจดำเนินไปด้วยความลำบากอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
ถัดมาคือ สายผันตัวหนีตายสู่Holding Company อย่าง CK และ STEC ที่ยังมีขนาดใหญ่พอสำหรับการปรับตัว โดยเลือกปรับโครงสร้างองค์กรถอยห่างจากการรับงานก่อสร้างเพียงอย่างเดียวเป็นหลักที่มีอัตรากำไรบางเฉียบ แล้วหันไปพึ่งพารายได้ประจำจากการถือหุ้นในธุรกิจสัมปทาน ทางด่วน รถไฟฟ้า BEM พลังงาน CKP หรือสัมปทานสนามบินแทน
และปิดท้ายด้วย สายตั้งรับจำกัดขนาดธุรกิจอย่าง UNIQ ที่เลือกใช้นโยบายถดถอยและระมัดระวังสูงสุดด้วยการลดการเข้าร่วมประมูลงานใหม่ที่มีความเสี่ยงด้านราคาและการแข่งขันที่ดุเดือด
นี่ไม่นับรวมถึงโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐมีน้อยลง งานประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ปริมาณงานในมือของบริษัทใหญ่ไม่คึกคักเหมือนในอดีต
เมื่อเสือเก่าบาดเจ็บสาหัสและถอยร่น โอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างมูลค่า1.4 ล้านล้านบาท จึงถูกเปิดอ้าให้ทุนวิสาหกิจก่อสร้างจีนเดินหน้าเข้ามายึดครอง
การแข่งขันที่บิดเบือน
ยึดครองห่วงโซ่ 1.4 ล้านล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่าหวาดวิตกยิ่งกว่าการล้มลงของเอกชนไทย คือการที่กลไกการแข่งขันในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ถูกบิดเบือนอย่างรุนแรงผ่าน3 ปรากฏการณ์ เริ่มจาก การทุ่มตลาดผ่านทุนอุดหนุนข้ามแดนเพราะในขณะที่เอกชนไทยแท้ซึ่งดำเนินธุรกิจบนกลไกตลาดเสรี ต้องยื่นราคาประมูลบนฐานต้นทุนที่แท้จริง ทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง ดอกเบี้ย และกำไรเพื่อพยุงบริษัท แต่สำหรับกลุ่มกิจการร่วมค้า (JV) ที่มีทุนรัฐวิสาหกิจจีนหนุนหลัง กลับสามารถเสนอราคาต่ำลงมาได้ เนื่องจากมีสายป่านเงินทุนอุดหนุนจากวิสาหกิจของรัฐบาลกลางจีนคอยค้ำประกันแบงก์การันตี และยอมขาดทุนระยะสั้นเพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้ายึดหัวหาดในอนาคต
ซ้ำร้ายยังผสมโรงด้วย “การประมูลแบบเอาชีวิตรอด”เนื่องจากผู้รับเหมาไทยที่ฐานะการเงินติดลบวิกฤตอย่าง NWR เมื่อจับมือกับทุนต่างชาติ พฤติกรรมการประมูลจะเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงทางคุณธรรม โดยไม่กังวลเรื่องการทิ้งงานหรือค่าปรับส่งมอบล่าช้า เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบไปหมดแล้ว สิ่งที่ต้องการมีเพียงเงินค่างวดสัญญาใหม่มาหมุนเวียนสภาพคล่องเฉพาะหน้า ซึ่งหากโครงการไปรอดก็ได้ค่างวด แต่หากไปไม่รอดความเสียหายทั้งหมดก็ตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากระบบ e-GP ที่มองแค่กระดาษหน้าซอง เนื่องจากระบบ e-GP ของไทยเน้นการตรวจเอกสารตามระเบียบและเสนอราคาต่ำสุด โดยไม่มีกลไกในการตรวจสอบการอุดหนุนทางการเงินข้ามแดนหรือเส้นทางการเงินกู้ยืมอำพราง
จึงเป็นการปล่อยให้เอกชนใช้หนังสือเวียน ว124 เป็น “พาสปอร์ตบังหน้า”ได้อย่างแยบยล
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สถานการณ์ของธุรกิจก่อสร้างไทยมีความน่าเป็นห่วงแค่ไหน
คำตอบก็คือ มากถึงมากที่สุด เพราะลามไปสู่วิกฤตการยึดครองห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมูลค่า1.4 ล้านล้านบาททั้งระบบ
แหล่งข่าวระดับสูง 1 ใน 5 เสือก่อสร้างไทย เปิดเผยสถานการณ์กับ “ผู้จัดการออนไลน์” ถึงการเข้ามาของบริษัทก่อสร้างจีนเอาไว้ว่า มีความน่าเป็นห่วง 4 ด้านด้วยกันคือ
หนึ่ง – การตัดราคาและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
การที่ทุนก่อสร้างจีนมีเงินทุนหนามาก สามารถเสนอราคาประมูลงานที่ต่ำกว่าต้นทุนจริงของผู้รับเหมาไทย เมื่อผู้รับเหมาท้องถิ่นสู้ราคาไม่ไหวและต้องปิดตัวลง กลุ่มทุนเหล่านี้ก็จะกวาดงานและเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทในไทย
สอง - การขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer)
ในโครงการร่วมทุน ฝ่ายจีนไม่ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ ๆ มาถ่ายทอดให้ตามที่คาดหวัง แต่กลับมีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และบางครั้งผลงานยังสู้มาตรฐานเดิมของไทยไม่ได้
สาม - ปัญหาการจ้างงานช่วง (Subcontract)
มีกรณีที่รับงานราคาต่ำแล้วไปกดดัน/ตัดราคากับผู้รับเหมาช่วงรายย่อยในไทย ทำให้เกิดปัญหาคุณภาพงานและการเงินตามมาเป็นลูกโซ่
“ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือและปกป้องผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Content) เหมือนกับที่หลายประเทศทำ เพื่อไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาครอบงำตลาดเบ็ดเสร็จ”ผู้บริหารระดับบิ๊ก 1 ใน 5 เสือก่อสร้างแสดงความคิดเห็น
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัญหาสำคัญก็คือ ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเงินทุนไหลออกเพราะเมื่อเม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินจากภาษีประชาชนไม่ได้หมุนเวียนสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจในประเทศ หากแต่กำไรส่วนใหญ่ถูกโอนกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศผ่านสัญญากู้ยืมอำพรางและค่าบริการนวัตกรรม
บทเรียนจากอดีต 50 ปีของ NWR และสถานการณ์ ณ ปัจจุบันของ5 เสือก่อสร้างไทย จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยสุดท้ายถึงรัฐบาลไทยว่าถึงเวลาต้องผ่าตัดระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านการ บังคับใช้เกณฑ์Beneficiary Ownership หรือการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลากตัว ‘เจ้าของที่แท้จริง’ ที่ซ่อนอยู่หลังฉากบริษัทออกมา” โดยตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและเส้นทางการเงินของบริษัทร่วมทุน (JV) สำหรับป้องกันการใช้นอมินีสวมสิทธิ์
ควบคู่ไปกับ การคุมเข้มFinancial Health Score หรือ “คะแนนดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งทางการเงิน” เป็นการเพิ่มกฎเหล็กตรวจสุขภาพทางการเงินของบริษัทผู้รับเหมาอย่างละเอียด ก่อนจะยอมปล่อยให้เข้าสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐ” โดยทบทวนหนังสือเวียน ว124 เพื่อกำหนดว่าเอกชนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการหรือ Net Worth ติดลบวิกฤต ต้องไม่มีสิทธิ์รับงานใหม่ที่มีมูลค่าเกินกว่าสัดส่วนความสามารถทางการเงินที่แท้จริง
การคุมเข้ม Financial Health Score จึงเท่ากับการตรวจใบตรวจสุขภาพทางบัญชีก่อนรับงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ “ยักษ์ป่วยทางบัญชี” เข้ามารับงานใหญ่เกินตัว จนนำไปสู่การทิ้งงานและสร้างความเสียหายต่อเงินภาษีของประชาชน
ตลอดจน การยกระดับe-GP สู่ระบบ Most Advantageous Tender (MAT) หรือ “ระบบข้อเสนอที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐ” ด้วยการเลิกใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงทางการเงิน นวัตกรรม และสัดส่วนการใช้วัสดุหรือแรงงานภายในประเทศแทน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ ‘คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด’ เพื่อให้สามารถหยุดยั้งยุทธการทุ่มตลาดของทุนข้ามชาติ ป้องกันโครงการทิ้งงาน และปกป้องห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมูลค่า1.4 ล้านล้านบาท ไม่ให้ถูกกลืนกินในระยะยาว
หากภาครัฐยังคงหลับตาข้างเดียว แล้วเปิดช่องทางกฎหมายกลายเป็นทางสะดวกให้ทุนต่างชาติเข้ามาใช้ “นั่งร้านยักษ์ล้ม” ในการกินรวบงบประมาณแผ่นดิน สิ่งที่เราต้องสูญเสียในท้ายที่สุด จะไม่ใช่เพียงแค่โครงการก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการทิ้งงานเท่านั้นหากแต่หมายถึงการสูญเสียเอกราชทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า1.4 ล้านล้านบาท ให้ตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของทุนข้ามชาติอย่างสมบูรณ์แบบ
และนั่นคือราคาที่คนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายไปตลอดกาล.
ย้อนอ่าน ศึกหนัก 5 เสือก่อสร้างไทย? (EP.1) : จุดหักเห 50 ปี “เนาวรัตน์พัฒนาการ” ลุ้นศาลชี้ชะตา “ล้มละลาย” 17 ส.ค.นี้

