xs
xsm
sm
md
lg

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำใหม่มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง คาดเข้ามาทดแทน ยูเอสเอส ลินคอล์น ซึ่งมีข่าวเจอปัญหาสารพัดหลังปฏิบัติภารกิจอย่างยาวนาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน  ขณะแล่นอยู่นอกชายฝั่งอาร์เจนตินา วันที่ 30 พ.ค. 2024
ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน (USS George Washington) เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯซึ่งมีฐานประจำอยู่ในแปซิฟิก เริ่มเดินทางมุ่งสู่ตะวันออกกลางแล้ว ในห้วงเวลาใกล้เคียงกับที่มีข่าวออกมา เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของพวกลูกเรือตลอดจนประเด็นด้านการส่งกำลังบำรุงบน ยูเอสเอส อับราอัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) เรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันซึ่งถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวอย่างยาวนานก่อนหน้านี้

เรือ ลินคอล์น อยู่ในตะวันออกกลางเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนสหรัฐฯทำสงครามกับอิหร่าน และการถูกส่งไปยังภูมิภาคดังกล่าวของเรือรบลำนี้ ก็กำลังสร้างสถิติใหม่ นั่นคือการปฏิบัติภารกิจอยู่ในทะเลอย่างต่อเนื่องไม่มีเว้นวรรคยาวนานเกินสถิติเดิมคือ 260 วันไปเรียบร้อยแล้ว เวลานี้พวกสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตกำลังกดดันกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ให้ต้องยอมรับความผิดพลาดเกี่ยวกับสภาวการณ์ที่ไม่น่าพอใจหลายประการบนเรือลำนี้ ถึงแม้ รัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ ยังคงพูดเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ว่า เรื่องที่มีรายงานกันนั้น “เป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง”

การที่สหรัฐฯส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปปฏิบัติภารกิจในการสู้รบขัดแย้งกับอิหร่าน ด้วยระยะเวลาที่ยืดยาวกว่าปกติที่เคยทำกัน กำลังก่อให้เกิดความห้วงใยมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับผลกระทบซึ่งจะเกิดขึ้นกับพวกลูกเรือ ที่จะต้องจากบ้านไปเป็นเวลานานๆ รวมทั้งความเครียดเค้น ซึ่งเรือและอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือจะต้องประสบมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่การระเบิดความเป็นปรปักษ์ใส่กันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ได้ค่อยสงบลงมาแล้วในระยะไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้ แต่กองทัพเรืออเมริกันก็กลับได้รับภารกิจในการเข้าปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบหนึ่ง โดยที่คณะรัฐบาลทรัมป์ยังคงไม่มีการระบุชัดเจนว่าตั้งใจจะให้สงครามคราวนี้ลดระดับลงมาอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ เฮกเซธ ยังคงคุยโวกับพวกผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯสามารถที่จะปิดล้อมอิหร่านไป “อย่างไม่มีกำหนด”

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำใหม่ออกจากเอเชีย-แปซิฟิก

ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ออกจากท่าเรือในเมืองดานัง, เวียดนาม ที่ไปเยือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้ตามคำแถลงของนาวีอเมริกัน จากนั้นก็มีรายงานข่าวว่าพบเห็น เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ พร้อมกับเรือครุซเซอร์ และเรือพิฆาต ซึ่งสังกัดอยู่ในหมู่เรือโจมตีหมู่เดียวกัน แล่นข้ามช่องแคบสิงคโปร์

นายทหารเรือผู้หนึ่ง ซึ่งพูดโดยขอให้สงวนนาม เนื่องจากกำลังกล่าวถึงข้อมูลอ่อนไหวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเรือรบ ยืนยันกับเอพีว่า เรือวอชิงตัน กำลังอยู่ในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ก่อนหน้านี้สื่อวอลล์สตรีทเจอร์นัลก็รายงานว่า เรือวอชิงตัน จะเข้าแทนที่เรือลินคอล์น ในการเป็น 1 ใน 2 เรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งเวลานี้สหรัฐฯจะส่งมาผลัดเปลี่ยนประจำอยู่ในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้จะทำให้น่านน้ำต่างๆ ของแปซิฟิก ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯปรากฏตัวให้เห็นกันเลยอย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ยังไม่ทราบว่านานเท่าใด อย่างไรก็ดี จากเอกสารทางยุทธศาสตร์ล่าสุดของสหรัฐฯนั้น ถึงแม้รัฐบาลทรัมป์มองว่าจีนเป็นมหาอำนาจซึ่งมีฐานะครอบงำอยู่ในแปซิฟิก แต่ก็เป็น “กองกำลังที่ลงตัวแล้ว” ซึ่งจำเป็นแค่ต้องคอยดูแลป้องปรามไม่ให้มาครอบงำเหนือสหรัฐฯหรือเหล่าพันธมิตรของสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ถือว่าจีนเป็นปรปักษ์ระดับโลกตัวท็อป แบบคณะรัฐบาลไบเดน

เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ขณะแล่นอยู่ในทะเลจีคนใต้ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2022
เรือลินคอล์นแรกเริ่มทีเดียวถูกสั่งให้เดินทางจากฐานทัพประจำของตนในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2025 และมาถึงตะวันออกกลางในเดือนมกราคมปีนี้ ก่อนหน้าสหรัฐฯจับมืออิสราเอลเปิดสงครามใส่อิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. กองทัพเรือสหรัฐฯยอมรับว่า การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ ก่อให้เกิด “สภาพแวดล้อมของการแข่งขันชิงชัยกันในระดับสูง ซึ่งพวกศูนย์ส่งกำลังบำรุงดั้งเดิมในตะวันออกกลางได้ถูกรบกวนจากการปฏิบัติการสู้รบจนเกิดความสะดุดติดขัด” ในทางกลับกัน สภาพดังกล่าวก็ได้นำไปสู่การขาดแคลนข้าวของด้านต่างๆ และการสูญเสียการติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์บนเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้

“ทางคณะผู้นำมีการจัดลำดับความสำคัญของข้าวของต่างๆ ที่มีความสำคัญยิ่งยวดกับการปฏิบัติภารกิจเอาไว้ดังนี้ อันดับแรก อาหาร จากนั้นจึงเป็นข้าวของเพื่อสุขอนามัย และจากนั้นจึงเป็นการติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์” คำแถลงของกองทัพเรือระบุ พร้อมกับย้ำว่า เวลานี้ กลาสีบนเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด และ “การเลือกมื้ออาหารที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ”

เดโมแครตเรียกร้องตรวจสอบเพิ่มเรื่องชีวิตความเป็นอยู่บนเรือลินคอล์น

พวกสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตกำลังเรียกร้องให้เปิดการสอบสวน, ขอข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม, และขอให้เผยแพร่เรื่องเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งกำหนดเดิมระบุให้กลับบ้านได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

ขณะที่ เฮกเซธ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า เขาก็ต้องการให้กลาสีของเรือลินคอล์นกลับบ้าน และให้พวกลูกเรือได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทว่าเขาปฏิเสธไม่ยอมรับพวกรายงานว่าที่ระบุว่ามีปัญหาหลายอย่างหลายประการบนเรือลำนี้

ทางด้านพวกผู้นำของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมไปถึง ฮัง เคา รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากพวกครอบครัวของทหารซึ่งประจำอยู่บนเรือลินคอล์นท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด โดยในที่ประชุม พวกผู้บังคับบัญชาทั้งกองกำลังทางเรือและกองกำลังทางอากาศของกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่างให้สัญญาจะทำทุกอย่างที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความยากลำบากบนเรือลำนี้ ทั้งนี้ตามรายงานข่าวของสื่อ เอ็มเอส นาว (MS NOW) ก่อนหน้านี้

ตอนที่มีรายงานข่าวขึ้นมาทีแรกเมื่อเดือนเม.ย. ว่า เกิดการขาดแคลนอาหารบนเรือลินคอล์น กองทัพเรือได้ปฏิเสธเสียงแข็ง โดยระบุว่ารายงานข่าวเช่นนี้ “ผิดพลาด”

รายงานข่าวจากเรือลินคอล์น ทั้งเรื่องความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและอื่นๆ

จากนั้นมาก็มีรายงานข่าวความน่ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและอื่นๆ บนเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้

รายงานหลายชิ้นที่เผยแพร่ออกมากล่าวว่า พวกกลาสีบนเรือลินคอล์นกำลังต่อสู้กับอาการความวิตกกังวลในทางสุขภาพจิต ถึงแม้กองทัพเรือได้ออกคำแถลงฉบับหนึ่งอ้างว่า “ไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีความคิดเรื่องฆ่าตัวตาย หรือความพยายามที่จะฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้นบนเรือลำนี้แต่อย่างใด” อย่างไรก็ดี พวกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลรายละเอียด โดยอ้างต้องคำนึงถึงเรื่องความมั่นคง ตลอดจนความเป็นส่วนตัวของคนไข้

ตามปากคำของเจ้าหน้าที่ทหารผู้หนึ่ง บอกว่ามีกลาสีบนเรือลินคอล์นผู้หนึ่งเกิดอาการเสียสติในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทว่าสามารถหายได้อย่างรวดเร็วโดยได้รับการรักษาจากหน่วยแพทย์ของเรือและถูกโยกย้ายออกไปจากเรือเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ผู้นี้ไม่ได้บอกว่ากรณีนี้ถูกถือเป็นความพยายามฆ่าตัวตายหรือเปล่า

ขณะที่กองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ซึ่งกำกับดูแลการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปฏิเสธเสียงแข็งเกี่ยวกับรายงานข่าวสภาวการณ์ที่ย่ำแย่ทั้งหลายเหล่านี้

“ทั้งทหารเรือและนาวิกโยธินในหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี อับราฮัม ลินคอล์น ยังคงรักษาคุณสมบัติความหยุ่นตัว และความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวเอาไว้ได้ ภายหลังอยู่ในท้องทะเลมากว่า 260 วัน, ออกบินด้วยเครื่องบินมา 10,000 เที่ยว, และใช้สอยพวกเครื่องกระสุนต่างไปมากกว่า 1.5 ล้านปอนด์” กองบัญชาการทหารแห่งนี้กล่าวในโซเชียมีเดีย

นอกจากเรือลินคอล์น เรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นๆ ก็มีประวัติเกี่ยวกับการถูกไปส่งไปปฏิบัติภารกิจยาวนานที่ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับขวัญกำลังใจกันมาแล้วเหมือนกัน เป็นต้นว่า ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ที่เพิ่งได้เดินทางกลับบ้านตอนกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาภายหลังกระทำภารกิจอยู่เป็นเวลานาน 11 เดือน ซึ่งขณะนั้นถือเป็นสถิตินานสุดภายหลังช่วงสงครามเวียดนามเป็นต้นมา โดยที่เรือฟอร์ด ทั้งเข้าสนับสนุนสงครามสหรัฐฯรบกับอิหร่าน และการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร จากเมืองหลวงของเวเนซุเอลา

ระหว่างการออกปฏิบัติภารกิจคราวนี้ เรือฟอร์ดต้องผ่านประสบการณ์ไฟไหม้ในพื้นที่ซักรีด ซึ่งบังคับให้เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ต้องเลี้ยวหมุนตัว และกลับเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อการซ่อมแซม โดยที่ต้องปล่อยให้กลาสีจำนวนหลายร้อยคนไม่มีสถานที่สำหรับนอน

ความกังวลเกี่ยวกับข้อเรียกร้องต่างๆ ของการสู้รบ และอันตรายของการใช้งานเรือรบและลูกเรือยาวนานเกินไป เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าสงครามอิหร่านเสียอีก โดยเฉพาะจากการที่เกิดเหตุร้ายจำนวนหนึ่งกับเรือต่างๆ ซึ่งเข้าสู้รบกับพวกกบฎฮูตีในเยเมนในปี 2024 และ 2025 โดยลำหนึ่ง คือ เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน ซึ่งออกปฏิบัติภารกิจอย่างยาวนานกว่าที่คาดหมายกันเอาไว้

(เก็บความจากรายงานของสำนักข่าวเอพี New aircraft carrier heads toward Mideast after reports of issues on long-deployed USS Lincoln By KONSTANTIN TOROPIN Associated Press Aug 14, 2026 07:41)