xs
xsm
sm
md
lg

กางหลักฐานชัดๆ "สารตั้งต้น" โกงสอบท้องถิ่น เริ่มที่ มท.1 "อนุทิน ชาญวีรกูล"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กางหลักฐานมัดอนุทิน ชี้เป็นสารตั้งต้นมหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น สั่งเปลี่ยนตัวผู้จัดสอบ เปิดทางสู่ขบวนการทุจริตพันล้าน สาวไส้ใครคือผู้บงการตัวจริง



ความคืบหน้าล่าสุดคดีทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น เมื่อ วันอังคารที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้หอบสำนวน 2 ลังใหญ่ รวมประมาณ 10 แฟ้ม ส่งมอบให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการไต่สวนเอง หรือส่งกลับให้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้ทำคดีต่อ


​สำหรับผู้ต้องหาในคดีนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

​กลุ่มที่ 1 ตัวการระดับผู้บริหาร : นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ ดร.เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ถูกแจ้งข้อหาหนัก ทั้งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157), เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารและรับรองเอกสารราชการอันเป็นเท็จ, ร่วมกันทำลายเอกสารของผู้อื่น, อั้งยี่, ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ




กลุ่มที่ 2 กลุ่มปฏิบัติการ : ข้าราชการท้องถิ่นจำนวน 11 ราย ที่ถูกจับกุมขณะร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริตต่อหน้าที่




· ตัดตอนไม่สาวถึง "ระดับใหญ่"... ฝ่ายการเมืองรอดตัว?

เมื่อ พิจารณาจากรายชื่อผู้ต้องหาชุดแรก 13 ราย จะเห็นว่าฝ่ายรัฐมีเพียงอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ ผู้บริหาร มศวแค่ 2 คนเท่านั้น

คำถามสำคัญที่สังคมกำลังตั้งข้อสังเกตอย่างหนักคือ ฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนที่จะตกเป็นผู้ต้องหาจริง ๆ หรือ ? มี "ไอ้โม่ง" สั่งการให้ตัดตอนเพื่อลากไปไม่ถึงนักการเมือง หรือ หัวหน้าขบวนการใช่หรือไม่ ?

​เพราะหากย้อนดูโครงสร้างการทุจริตในอดีต ลำพังระดับ "อธิบดี" หรือ "ผอ.มหาวิทยาลัย" ไม่ใช่จุดสูงสุดของขบวนการแน่นอน เพราะการสอบท้องถิ่นครั้งนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนและเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลระดับ 4,000–5,000 ล้านบาท ข้าราชการประจำไม่มีทางกล้าทำหากไม่มีสัญญาณ "ไฟเขียว" จากฝ่ายการเมืองที่คุมกระทรวงเพื่อเปิดทางและรอรับผลประโยชน์

การแจ้งข้อหาอดีตอธิบดี สถ. และผู้บริหาร มศว จึงเป็นเพียงการ "ตัดไฟ" แค่ระดับปฏิบัติการ เพื่อสร้างภาพให้สังคมรู้สึกว่ามีการ"ฟันตัวใหญ่"แล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมืองมักใช้วิธีสั่งการผ่าน "หน้าห้อง" หรือ "ที่ปรึกษา" โดยไม่ทิ้งร่องรอยในเอกสารราชการ เพื่อให้ตัวเองรอดตัวแล้วโยนบาปว่าข้าราชการประจำทุจริตกันเอง เหมือนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เล่นลิเกทำเป็นจริงจังว่าจะจัดการคนโกงให้ถึงที่สุด

แต่ท่านผู้ชมครับ ผมมีหลักฐานยืนยันชัดว่า "สารตั้งต้น" ของเรื่องนี้ มาจาก นายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย นี่แหล่ะ !

​ส่วนนายอนุทินจะพูดแบบแกล้งไม่รู้เรื่อง หรือไม่รู้เรื่องจริงๆ ว่าตัวเองไปเกี่ยวข้องตรงไหน เดี๋ยวมาไล่ดู "วัน ว. -เวลา น. - เรียงลำดับเหตุการณ์" แล้วจะเห็นภาพชัดจนต้องขำกับคำอ้างที่ว่า "เรื่องจบแล้ว แก้ไขปัญหาแล้ว" ขอร้องละ นายอนุทินอย่าพูดเลยคนจะนินทา หมาจะดูถูกเปล่าๆ

​เอาละเรามาเปิดไทม์ไลน์พิสูจน์ "สารตั้งต้น" กันว่ามันทีที่มาอย่างไร ตั้งแต่ ปี 2560– 2569
ช่วงที่ 1 - จุดเริ่มต้นและการจัดซื้อจัดจ้าง (ปี 2560-66)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 - คำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติที่ 8/2560 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว.มหาดไทย กำกับดูแล สถ.เอง ออกคำสั่งให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขัน และร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR)

ต่อมา วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 : กสถ.ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 มีมติเห็นชอบข้อกำหนดรายละเอียดการจ้างการจัดทำ TOR

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 : คณะกรรมการจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือกและเชิญมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวน 6 แห่งเข้าเสนอราคา ประกอบด้วย

1. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. มหาวิทยาลัยมหิดล

4. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

5. มหาวิทยาลัยบูรพา

6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

สังเกตว่าไม่มีชื่อของ มศว. หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อยู่เลย

วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 - มหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน2 แห่ง จาก 6 แห่ง ได้เช้ายื่นเสนอราคา คือ มหาวิทยาลัยบูรพา และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งภายหลังเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชนะการเสนอราคา รวม 82.80 ล้านบาท

วันที่ 11 กันยายน – 20 พฤศจิกายน 2566 - มหาวิทยาลัยบูรพา ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งกรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วฟังขึ้น จึงให้ทบทวนผลใหม่

จุดเปลี่ยนตรงนี้สำคัญมากๆ ตามผมมาให้ดีๆ

วันที่ 11 กันยายน 2566 – มหาวิทยาลัยบูรพามีหนังสือที่ อว 8128/2313 ลงวันที่ 11 กันยายน 2566 อุทธรณ์ผลการจัดซื้อจัดจ้างงานเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำปี 2566 โดยขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทบทวนและเพิกถอนผลการพิจารณาผู้ชนะราคาและดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องต่อไป


ช่วงเวลานี้เดือนกันยายน 2566 (หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนายเศรษฐา ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลด้วย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ บิ๊กป๊อกเรียบร้อย

วันที่ 6 ตุลาคม 2566 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาและได้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนให้กรมบัญชีกลางพิจารณา ตรงจุดนี้ มท.1 คือ นายอนุทิน ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแล กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการอุทธรณ์และข้อร้องเรียนกรมบัญชีกลางมีหนังสือด่วนที่สุดที่กค 04 05.5/42763 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาโดยอุทธรณ์ฟังขึ้นและมีผลต่อการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีนัยยะสำคัญจึงให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับไปดำเนินการในขั้นตอนพิจารณาผลการเสนอราคาให้ถูกต้อง

วันที่ 26 ธันวาคม 2566 – กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยกเลิกประกาศรายชื่อ ผู้ชนะการเสนอราคางานจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ 2566 ลงวันที่ 4 กันยายน 2566 พร้อมทั้งแจ้งประกาศดังกล่าวให้ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายทราบ


วันที่ 28 ธันวาคม 2566 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา

ต่อมา วันที่ 10 มกราคม 2567 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งมหาวิทยาลัยบูรพาลงนามในสัญญาจ้าง

ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยซึ่งดูแล สถ.รับทราบ

การลงนามมีขึ้นใน วันที่ 16 มกราคม 2567 แต่ในวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทยดูแล สถ.มีคำสั่งที่ 150/2567 ลงวันที่ 16 มกราคม 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการสอบแข่งขันและขอให้พิจารณาทบทวนการอนุมัติจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา

ประเด็น : นี่เป็นจุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยบูรพาที่สมควรได้ดำเนินการจัดสอบการแข่งขันมาสู่ การชะลอเซ็นอนุมัติการจ้าง และ ระหว่างนี้ได้มีความพยายามเพิ่มเติม TOR ซื้อเวลามาหลายเดือนจนล่วงเลยมาข้ามปี

วันที่ 30 มกราคม 2568 - นายอนุทินชาญวีรกูลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐ เปิดทางให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถ้าจะยกเลิกจัดจ้างโครงการหรือยกเลิกการจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ว่าสามารถทำได้ตามคำสั่งทางปกครอง

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 - จึงประกาศยกเลิกการคัดเลือกงานจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2566

วันที่ 31 มีนาคม 2568 – มีหนังสือแจ้งให้ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยเบิกจ่ายจากเงินค่าธรรมเนียมการสมัครสอบรายละ 320 บาทจำนวน 438,277 คนเป็นเงินทั้งสิ้น 140.25 ล้านบาท (เพิ่มจากกรอบที่เคยจะจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา)

วันที่ 2 เมษายน – 26 มิถุนายน 2568 - มีการประกวดราคา e-bidding ได้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะ ด้วยวงเงิน 133.23 ล้านบาท

วันที่ ​4 กรกฎาคม 2568 - มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ผู้เสนอราคาแข่งขันได้ยื่นอุทธรณ์ผล

โดยช่วงนี้จากวิกฤตเรื่องชายแดนไทย-เขมร และผลกระทบจากคลิปลับ “อัลเคิลฮุนเซน กับ แพทองธาร ชินวัตร” ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายเดชอิศม์ ขาวทอง เป็น รมช.มหาดไทย ดูแล สถ.

แต่รัฐบาลเพื่อไทยก็อยู่ได้ไม่นาน พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล โดยได้รับการสนับสนุนโดยพรรคประชาชน นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย นายอนุทินกับ นายทรงศักดิ์ ก็กลับมาครองมหาดไทยเหมือนเดิม

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 - กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือแจ้งให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทราวิโรฒมาลงนามในสัญญา

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 - สถ.ลงนามสัญญาจ้างกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

หลังจากนั้นก็มีกระบวนการในการจัดดำเนินการสอบ และการประกาศผล (ปลายปี 2568 – ปี 2569) และในที่สุดขบวนการทุจริตสอบก็มาถูกจับได้กลายเป็นข่าวครึกโครมอย่างที่เราทราบกัน



นี่คือ ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดมีหลักฐานชัดเจนว่า หลังจาก มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะและเข้าสู่ขั้นตอนลงนามสัญญา ได้มีการใช้อำนาจฝ่ายการเมืองโดย รมว.มหาดไทย -รมช.มหาดไทย และกลไกของกระทรวง เข้ามาชะลอ ทบทวน และดึงเรื่องออกจาก ม.บูรพา อย่างต่อเนื่อง ดึงเรื่องจนกระทั่งย้าย ผวจ.บุรีรัมย์ มาเป็นอธิบดี สถ.

และย้าย อธิบดีขจร ศรีชวโนทัย ไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อ มท.1 ส่งเรื่องคืนกรม สถ. เพียงแค่ 2 วันหลังจากนั้น ก็มีการยกเลิกการจัดจ้าง ม.บูรพา แล้วร่าง TOR ใหม่ จนได้ มศว.มาร่วมจัดสอบและเกิดการโกงขึ้น

​ชัดเจนพอหรือยังคุณอนุทิน!

ถ้ายังไม่ชัด ผมขอขยายเรื่องนี้ โดยที่มีคนที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับการจัดการขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนี้ว่าเป็น "อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร" โดย

​พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างแหลมคมดังนี้


คุณทวี อธิบายไว้อย่างชัดเจน และละเอียดว่าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 ไม่ใช่เพียงแค่คดี “โกงสอบ” แต่คือ “อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร”

​พ.ต.อ.ทวี วิเคราะห์ว่า

 จากกรณีเมื่อ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับ บก.ปปป. และ CIB นำหมายค้นเข้าตรวจค้น บริษัทสามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ที่ จ.นนทบุรี พบข้าราชการท้องถิ่น 11 ราย กำลังแก้ไขกระดาษคำตอบและไฟล์คะแนนสอบให้กับผู้สมัครสูงถึง 5,960 ราย จากผู้สอบไม่ผ่านให้กลายเป็นสอบผ่าน

 แต่ วันที่ 22 มิถุนายน ไม่ใช่จุดเริ่มต้น เพราะก่อนหน้านั้น กสถ. ได้ประกาศขึ้นบัญชีและเรียกบรรจุเข้ารับราชการไปเรียบร้อยแล้ว ผลของการกระทำไม่ได้อยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ แต่เกิดขึ้นจริงในระบบราชการและผูกพันกับเงินแผ่นดินไปแล้ว

คำถามคือ ในเมื่อประกาศผลและบรรจุคนไปแล้ว เหตุใดจึงยังต้องแอบกลับมาแก้ไขไฟล์คะแนนและกระดาษคำตอบอีก?


หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำให้หลักฐานต้นทางสอดคล้องกับผลที่ประกาศไปแล้วเพื่อปกปิดความผิดเดิม นั่นย่อมไม่ใช่แค่ “การโกงสอบ” แต่คือ “การทำลายพยานหลักฐานเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด” การแก้บัญชีใหม่ของ กสถ. อาจแก้ผลทางปกครองได้ แต่ไม่อาจลบความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ต้องตรวจสอบด้วยว่า ผู้ที่ถูกนำออกจากบัญชีหรือเพิ่มเข้ามา มีบุคคลใกล้ชิดของนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงหรือไม่ เพราะนี่คือเบาะแสสำคัญในการลากตัวจาก "ผู้ได้รับประโยชน์" ไปถึง "ผู้บงการ"

คดีนี้มีข้อมูลการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์สูงถึงรายละ 450,000 – 1,000,000 บาท มูลค่ารวมประเมินไว้สูงถึง 4,500 – 5,000 ล้านบาท ในทางอาชญาวิทยา เมื่อการทุจริตให้ผลตอบแทนทั้งเงิน ตำแหน่ง และอำนาจ โดยมีความเสี่ยงถูกลงโทษต่ำ มันจะกลายเป็นอาชญากรรมเชิงโครงสร้างที่ฝังตัวอยู่ในระบบราชการ

หากรัฐบาลจะตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย” ขึ้นมาอีกชุด สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การทำงานซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ช. แต่ต้อง "กล้าย้อนกลับไปตรวจบาดแผลต้นน้ำ" ที่เกิดจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเอง!


ฟังชัด ๆ นะครับ คุณอนุทิน ต้องตรวจ ตั้งแต่ต้นตอ คือ การชะลอสัญญาและการยกเลิก ม.บูรพา ที่มีหนังสืออธิบดี สถ. อ้างข้อสั่งการของ รมว.มหาดไทย ตั้งแต่ปี 2567

​รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่า กระบวนการที่ดำเนินอยู่ไม่ใช่การตัดตอนเพื่อปกป้องใคร แต่เป็นการแกะรอยให้ครบทั้ง 3 เส้นทาง คือ

1. เส้นทางข้อมูล

2. เส้นทางเงิน

3. เส้นทางคำสั่ง

เพื่อสาวไปให้ถึงผู้ลงมือ ผู้จ้างวาน ผู้สนับสนุน ผู้รับผลประโยชน์ และ "ผู้บงการ" ที่แท้จริง

นอกจากนี้ การเพิกถอนและตรวจสอบรายชื่อเฉพาะกลุ่มผู้สมัครจำนวน 5,924 รายนั้น คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะต้อง เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทย โดยคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เร่งส่งมอบพยานหลักฐานทั้งหมดให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับข้อมูลที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และบริษัท จันวาณิชย์ จำกัด ทั้งนี้เพื่อให้ความจริงปรากฎและสามารถสาวถึงต้นตอของผู้บงการในขบวนการทุจริตนี้ได้

ท่านผู้ชมครับ ความล่าช้าในการส่งมอบหลักฐานย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการตรวจสอบว่า อาจมีการปกปิด ขัดขวาง หรือประวิงเวลาในการแสวงหาความจริง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกแก้ไขของพยานหลักฐานสำคัญ

ทั้งที่เมื่อ กสถ. ประกาศบัญชี วันที่ 19 กุมภาพันธ์ และ 8 เมษายน 2569 รายชื่อดังกล่าวย่อมถูกนำไปใช้ขึ้นบัญชี บรรจุแต่งตั้ง และเบิกจ่ายเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง การเพิกถอนรายชื่อภายหลังจึงเป็นเพียงการแก้ไขผลทางปกครอง ไม่อาจลบการกระทำและความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

งานนี้สรุปด้วยคำถามว่า เมื่อเงินกลายเป็นอำนาจ... ความยุติธรรมจะหยุดแค่ปลายน้ำ หรือไปจนสุดซอยเพิ่อลากคอผู้บงการ?

​การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของข้าราชการกลุ่มหนึ่งรับสินบน และปล่อยให้มีการแก้คะแนน แต่มันคือ “การปล้นอนาคตของคนนับแสน” ที่อ่านหนังสือสอบด้วยหยาดเหงื่อ เพื่อแลกกับความหวังที่จะได้เข้าไปรับใช้บ้านเกิดอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็น “การทำลายระบบราชการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย อย่างร้ายแรงที่สุด

​เม็ดเงินมหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาทที่สะพัดในขบวนการนี้ คือ "ทุนมืด" ที่ถูกนำไปต่อยอดซื้อตำแหน่ง ซื้ออำนาจ และปกป้องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หากรัฐบาลยังคงลอยตัว ละเล่นละคร "ตัดตอน" เพื่อเซฟฝ่ายการเมือง แล้วปล่อยให้ข้าราชการระดับปฏิบัติการและพวกปลาซิวปลาสร้อยรับบาปแทน

นั่นย่อมเท่ากับว่า ระบบราชการไทย และคนไทยทั้งประเทศได้ยอมสยบให้กับอาชญากรพวกนี้อย่างสมบูรณ์

การจับกุม “คนร่วมขบวนการที่ปลายน้ำ” ไม่อาจคืนความยุติธรรมให้สังคมได้ ตราบใดที่ “สารตั้งต้น” ที่ลงนามชะลอสัญญา คอยสั่งการ และสยายบารมีคุมกระทรวง ยังคงนั่งเสพสุขอยู่บนเก้าอี้อำนาจ ... ใช่หรือไม่? ท่านนายกฯอนุทิน ลองส่องกระจก ถามใจตัวเองดู!